[K2 Five] – How to start multiple sub workflow [TH]

สวัสดีครับ พอดีช่วงนี้มีคำถามเกี่ยวกับการ start sub workflow ตามจำนวนของงานที่เราเก็บไว้ใน database เข้ามา ถ้าใครเคยทำใน version เก่าอยู่ก็จะงงๆ อยู่ เพราะไม่เหมือนเดิมเลย แต่ก่อนที่เราจะไปถึงวิธีทำ มาพูดถึง scenario ที่ทำไม่ได้ก่อนดีกว่า

ใน workflow version เก่า เราสามารถ start sub workflow หลายๆ workflow พร้อมกัน ทั้งแบบ sync (รอ sub workflow ตอบกลับ) และ async (ไม่รอ sub workflow ตอบกลับ) โดย sub workflow ทั้งหมดจะถูก start พร้อมๆ กัน แต่ใน version K2 Five จะ start sub workflow พร้อมๆ กัน ได้แค่เคสของ async นะครับ ถ้าเป็นเคส sync จะ start แล้วรอให้ทำ sub workflow จบ ถึงจะ start อันถัดไปได้

มาเริ่มกันเลยดีกว่า สิ่งที่เราต้องมีก็ตามด้านล่าง

  • SmartObject ที่ต่อกับ table ที่เราจะดึงข้อมูลออกมา
  • Sub Workflow (แน่ล่ะ ไม่งั้นจะ start อะไร)
  • Main Workflow

SmartObject

จะเป็น structure แบบไหนก็ได้ แต่ควรจะมี status, ชื่อคนที่เราจะส่งงานให้ กับ id ของ main (ในที่นี้ผมใช้เป็น HeaderID) เอาไว้ filter เพื่อ start sub workflow

SMO

Sub Workflow

หลัง start workflow ก็จะมี update status และส่งงานไปหา user ที่เรากำหนดใน table

Sub Workflow

ส่วนที่เราต้องมีก็คือ variable สำหรับรับค่ามาจาก Main Workflow

Variables

Main Workflow

Main Workflow

Create Reference Step

สิ่งแรกที่เราต้องมีคือ step Create Reference เราจะต้องเลือก SmartObject นำมาเป็น reference เพื่อให้ step Loop เอาไปใช้

CreateReference1

ใน Filter เราใส่เพื่อดึงเอาเฉพาะ record ที่ Status = New และ HeaderID เท่ากับค่าที่ใส่มาใน Variable HeaderID

ที่ด้านล่างจะมีส่วนที่เรียกว่า Fill Reference ให้เรากด Create designer จะสร้าง Reference ให้เรา เป็นอันจบการ set reference

Loop Step

มาต่อกันที่ loop เมื่อลาก loop step แล้ว จะมีให้เราเลือกว่า จะ loop จาก reference อันไหน ให้เราเลือก reference ที่เราสร้างไว้

Loop1

หลังจากเลือก reference แล้ว K2 จะสร้าง reference เพิ่มให้เราอีกอัน เป็น reference ของ current row ที่เรากำลัง loop อยู่ คือ TaskAssignment.SMO Item ตามรูปด้านล่าง

Loop2

Call Sub Workflow Step

มาถึง Call Sub Workflow ให้เราเลือก Workflow ที่เราต้องการใช้งาน, ไม่เลือก Wait for sub workflow to complete และเอาข้อมูลจาก current item มาส่งเข้าไปใน variables ที่เราสร้างไว้ (มีใส่ id ไว้ใน folio ด้วย จะได้แยกออกว่า อันนี้เป็น sub workflow อันไหน)

CallSubworkflow

Test

เมื่อทำเสร็จแล้วก็มาทดสอบกัน โดยใส่ข้อมูลไว้ตามด้านล่าง

TestSubWorkflow1

ไปที่ Management Site ในการทดสอบ ผมใช้ HeaderID = 3

มาดูผลกันในหน้า report จะเห็นว่า เรา start Main workflow และมี IPC ที่เกี่ยวข้อง 2 instances

TestSubWorkflow4

TestSubWorkflow5

TestSubWorkflow6

ตัวอย่างนี้ทำด้วย K2 5.1 นะครับ แต่สำหรับ K2 5.0 วิธีทำก็จะเหมือนๆ กันครับ หวังว่า จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ต้องทำนะครับ 🙂

Advertisements

K2 5.1 New Feature Overview

สวัสดีครับ ในช่วงก่อนหน้านี้ K2 ได้ release version ใหม่ที่เป็น K2 5.1 ออกมา มีหลายคนถามมาว่า มีอะไรใหม่ๆ บ้าง เลยขอรวบรวมมาเขียนใน blog รอบนี้ซะเลย ลองดูได้ตามด้านล่างแล้วกันครับ 🙂

  • K2 App

จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ pre-built application ที่สามารถ download และ deploy เพื่อใช้งานได้เลย ก่อนหน้านี้เราจะรู้จักกันในชื่อ Smart Starter หรือถ้าก่อนหน้านั้นอีกจะชื่อ Application Accelerators กับอีกส่วนที่ เราสามารถเลือก form หรือ workflow ที่เป็นแบบ template มาสร้าง application ซึ่งอันนี้จะเรียกว่า App Wizards โดยเราเลือกยังสามารถ customize บางส่วนเพิ่มเติมได้ด้วย สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://help.k2.com/onlinehelp/k2five/userguide/5.1/default.htm#Apps/Create/Create-Apps.htm%3FTocPath%3DCreate%7CApps%7C_____0

016

ตัวอย่างหน้าจอการเลือก template ของ App Wizards

  • Exchange Service Type

ต่อกับ Exchange Server ผ่าน REST service (ต่างจากตัวเดิมที่ต้อง configure ผ่าน setup manager แต่อันนี้ new ในผ่าน SmartObject Service Tester หรือ Management Site ได้เลย สามารถจัดการ appointment, email, attachment ต่างๆ ได้ รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ https://help.k2.com/onlinehelp/k2five/userguide/5.1/default.htm#ServiceBrokers/Exchange/Exchange.htm%3FTocPath%3DAdminister%7CK2%2520Management%7CIntegration%7CService%2520Types%7C_____10

  • Salesforce Service Type

เป็นตัว update จาก Salesforce service type เดิม รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ https://help.k2.com/onlinehelp/k2five/userguide/5.1/default.htm#ServiceBrokers/SalesForce/SalesforceInstance.htm%3FTocPath%3DAdminister%7CK2%2520Management%7CIntegration%7CService%2520Types%7C_____17

  • Workflow Designer

ทำ Undo/Redo กับ Cut/Copy/Paste ได้ กับจะมีการแจ้งเตือนเป็นรูปเครื่องมือข้างล่าง ถ้าเราเขียน workflow เป็น looping แบบรูปด้านล่าง

Loop

  • Theme

เพิ่ม theme responsive ใหม่คือ Blue Void กับ Grey Void

  • Server-side Rule

เพิ่ม server-side rule เพื่อให้ทำงานแบบที่ไม่ต้องมี round-trip จาก client ไป server เช่น พวก set control properties

Server-side rule

  • Export to Excel ใน List View

เพิ่ม function export ข้อมูลจาก list view ไป excel โดยจะเป็น method ที่ผูกติดอยู่กับทุก list view เลย

Export to excel

  • Smartbox Data Encryption

สามารถ encrypt data ใน SmartObject ที่ใช้ Smartbox ได้ โดยสามารถเลือกเป็นบาง properties ใน SmartObject ได้

  • Smartbox SmartObject Property Settings

มี setting เพิ่มสำหรับบาง datatype

Text – Constant Size, Maximum Size

Time – Precision

Decimal – Decimal Places

  • Smartbox Own Schema

การสร้าง table ของ Smartbox ไม่ได้สร้างที่ dbo แล้ว แต่จะเป็น Schema ชื่อ SmartboxData แทน

  • Service Method Links

สำหรับ Composite SmartObject เราสามารถ set up Service Method Link ได้แล้ว (ซะที)

  • App Switcher

ที่ด้านบนซ้ายของ site Management กับ Workspace จะมี link ให้กดสำหรับเปลี่ยนไป Site อื่น หรือ App อื่นใน Workspace ได้

Switcher

  • Multi-select Process Instances

ทำ Stop, Delete หรือ Restart ได้หลาย Instance พร้อมกัน

  • Delete Category

สามารถ delete ทั้ง category ได้แล้ว ถึงแม้จะมี object อยู่ใน category นั้นก็ตาม (เมื่อก่อนต้องลบ object ให้หมดก่อน)

Delete Category

  • Authorization Framework

มี permission สำหรับ K2 object เช่น

View – ดู object ตอน design time ได้

Execute – ใช้ object ตอน runtime

Modify – Edit, delete, rename object

Security – ให้สิทธิกับ user อื่นๆ ได้

รายละเอียดเพิ่มเติม ดูได้ที่ https://help.k2.com/onlinehelp/k2five/userguide/5.1/default.htm#AuthorizationFramework/Authorization-Framework-Overview.htm?Highlight=authorization%20framework

  • API

เพิ่ม OAuth authentication สำหรับ Odata กับ Workflow API มี version แล้ว (สำหรับทำ backward compatibility ในอนาคต เพราะอาจจะมีการเปลี่ยน method หรือข้อมูลอย่างอื่นได้)

 

สำหรับ K2 5.1 New Feature Overview ก็มีเท่านี้นะครับ พบกันใหม่คราวหน้าครับ 🙂

[Management] – Search Role in K2 [EN Version]

Today we’ll take about role in K2. We know that K2 Role use to manage group of user when we didn’t use AD group. We can create and manage role using Management console in workspace (K2 version prior to K2 Five) or using K2 Management site (K2 version 4.7 and K2 Five). But the thing that still missing is search function.

Imagine that if we have more than 100 roles in system and want to add/remove user in role or want to know which user belong to which role? How can we solve this problem? Today I got a tool for you. Please follow below step

  • Create stored procedure using script below in any database that can reach K2. You can also create in K2 database but please be aware. Because when we upgrade version or patch the stored procedure may be disappear.

CREATE PROCEDURE [dbo].[sp_FindRoleByUser] (

@pUserName NVARCHAR(447)

) AS

BEGIN

SELECT i.[Name]

FROM   [K2].[Identity].[Identity] i

INNER JOIN    [K2].[Identity].[RoleItem] r

ON     i.ID = r.IdentityID

WHERE  i.[Type] = 2

AND    r.[FQN] = @pUserName

END

After deploy you can use form at {url}/Runtime/Runtime/Form/UserRole.Form/

Hope this can help you when working with role 🙂

[Management] – Search Role ใน K2 [TH Version]

สวัสดีครับ ไม่ได้มา update blog ซะนาน วันนี้มาด้วยเรื่องของ role ใน K2 หลายๆ คนคงทราบอยู่แล้วว่า Role ไว้ใช้เวลาที่เราอยากส่งงานไปหาคนหลายๆ คน แต่เราไม่มี group บน AD ก็เลยมาใช้ระบบจัดการใน K2 แทน วิธีใช้งานก็ไม่ยาก สามารถเข้าไปเพิ่ม Role ผ่านหน้า workspace (ก่อน K2 Five) หรือผ่านหน้า Management (K2 4.7 และ K2 Five) ได้เลย แต่สิ่งที่หายไปสำหรับ Role ใน K2 นี้ก็คือ ไม่มี function ในการ search นั่นเอง

ลองนึกถึงเวลาที่เรามี Role เยอะๆ มากกว่า  100 ขึ้นไป (จริงๆ แค่ประมาณสิบปลายๆ ก็แย่แล้ว) แล้วต้องการเข้าไปแก้ไขคนใน role หรืออยากจะรู้ว่า user นี้อยู่ใน Role ไหนบ้าง จะทำยังไงดี?? วันนี้เรามี tool มีนำเสนอ โดยทำตาม step ด้านล่าง

  • สร้าง stored procedure ตาม script ด้านล่างใน database ที่เห็น database K2 จะสร้างไว้ใน database K2 ก็ได้ แต่ว่า ถ้ามีการ upgrade version หรือ patch stored procedure นี้อาจจะหายไปได้

CREATE PROCEDURE [dbo].[sp_FindRoleByUser] (

@pUserName NVARCHAR(447)

) AS

BEGIN

SELECT i.[Name]

FROM   [K2].[Identity].[Identity] i

INNER JOIN    [K2].[Identity].[RoleItem] r

ON     i.ID = r.IdentityID

WHERE  i.[Type] = 2

AND    r.[FQN] = @pUserName

END

เมื่อ deploy แล้วสามารถใช้งาน form ได้ที่ {url}/Runtime/Runtime/Form/UserRole.Form/

หวังว่า จะช่วยทำให้ชีวิตในการใช้ Role ของทุกคนง่ายขึ้นนะครับ 🙂

K2 Google G Suite Integration [EN Version]

Credit of this blog goes to withsp

Hello today we’ll talk about integration between K2 and Google GSuite. Pre-requisite as below

  • K2 Five version 5.0001.1000.1 or above (version date is 28 Nov 2017)
  • Google account

Firstly, we need to prepare google service that we want to intergrate with. Url for enable service is https://console.developers.google.com/apis. You need to signin with google account. Click Library tab on the left.

google01

In our example we’ll use Google Drive API.

google02

Click Enable button

google03

Then go to tab Credentials and select OAuth consent screen. Select your email and enter Product Name

google05

After Save click at Credentials again and select Create credentials => OAuth client ID

google06

In Create client ID screen select Application Type as Web application and input Name. Input Authorised JavaScript origins as your K2 site url and Authorised redirect URIs as K2 site url append with /identity/token/oauth/2

google07

After created, we’ll get Client ID and Client secret. These will use to register with K2. So we’ll finish setup Google side.

google08

Open your K2 management site and navigate to Authentication => OAuth => Resource Types. Create your new OAuth Resource Type

google10

Next step is create Resource Type Parameters at the bottom view

google11

After finish, navigate to OAuth => Resources. Create your new OAuth Resource and select Resource Type as your created resource from previous step. Input Authorization Endpoint as https://accounts.google.com/o/oauth2/auth and Token Endpoint as https://accounts.google.com/o/oauth2/token

google12

Next step is configure parameter for OAuth Resource

  • client_id and client_secret input information that we got from Google.
  • response_type input Authorization Value as code
  • scope input as https://www.googleapis.com/auth/drive
  • redirect_uri input Authorization Value and Token Value as K2 site url append with /identity/token/oauth/2
  • grant_type input Token Value as authorization_code
  • access_type input Authorization Value and Token Value as online

google13

After finish we’ll have OAuth resource ready to use in service instance configuration. For configure REST service instance we need to have json of service that we want to use. For Google Drive we can search at  https://apis.guru/browse-apis/

google14

Next step we’ll register REST service. Select Authentication Type as OAuth and select our OAuth Resource from previous step

google15

google16

If we found above error, don’t be panic. After you finish OK, system will open browser for you to authentication with google. After you input username password and follow instruction on screen. You will navigate to Authorization Successful screen.

google17

Try adding service instance again. You should be able to create new service instance. Then you can create SmartObject to get data from Google Drive as expected.

google18

Step for create OAuth in K2 reference from https://help.k2.com/kb001702. Google API document can found in google website that you for enable services. If you have question, please feel free to ask. See you next time 🙂

 

K2 Google G Suite Integration [TH Version]

บทความนี้ขอมอบ credit ให้ withsp

สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง integration ระหว่าง K2 กับอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตระกูล Microsoft กันบ้าง นั่นคือ Google GSuite นั่นเอง เรามาดู pre-requitsite กันก่อน

  • K2 Five version 5.0001.1000.1 ขึ้นไป (version นี้ออกวันที่ 28 Nov 2017)
  • Google account

อย่างแรกเลย เราต้องมาเตรียมตัวในฝั่ง Google กันก่อน ให้เข้าไป enable service ที่เราต้องการผ่าน ให้ login เข้าไปด้วย google account ของเราเอง ที่ url https://console.developers.google.com/apis จากนั้นให้กด tab Library ทางด้านซ้าย

google01

ให้เลือก library ที่เราต้องการใช้ ในตัวอย่างนี้เราจะใช้ Google Drive กัน

google02

ให้กดปุ่ม Enable

google03

จากนั้นให้กดที่ tab Credential และเลือก OAuth consent screen ให้เลือก email แล้วก็ใส่ Product Name เป็นอะไรก็ได้

google05

เมื่อกดปุ่ม Save แล้วให้กดกลับไปที่ Credentials แล้วเลือก OAuth client ID

google06

ในหน้า Create client ID ให้เลือก Application Type เป็น Web application และตั้งชื่อ client เป็นอะไรก็ได จากนั้นใส่ Authorised JavaScript origins เป็น url ของเครื่อง K2 กับ Authorised redirect URIs ให้ใส่เป็น url เครื่อง K2 ต่อด้วย /identity/token/oauth/2

google07

เราจะได้ Client ID กับ Client secret มาเพื่อเอาไป register กับ K2 ต่อไป เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการฝั่ง Google

google08

มาที่ฝั่ง K2 บ้าง ให้เข้าไปที่ site management กดไปที่ Authentication => OAuth => Resource Types ให้สร้าง Resource Type ใหม่ขึ้นมา

google10

เมื่อสร้างเสร็จให้สร้าง Resource Type Parameters ที่ tab ด้านล่าง

google11

จากนั้นให้ไปกดที่ OAuth => Resources ให้สร้าง OAuth Resource ใหม่ขึ้นมา โดยเลือก Resource Type ที่เราสร้างไว้แล้ว และใส่ Authorization Endpoint เป็น https://accounts.google.com/o/oauth2/auth และ Token Endpoint เป็น https://accounts.google.com/o/oauth2/token

google12

กดสร้าง OAuth Resource แล้วก็ไปกำหนดค่า parameter กัน

  • client_id กับ client_secret ให้ใส่ค่าที่ได้มาจาก Google โดย client_secret จะใส่แค่ Authorization Value กับ Token Value
  • response_type ใส่ Authorization Value เป็น code
  • scope ใส่เป็น https://www.googleapis.com/auth/drive
  • redirect_uri ใส่ Authorization Value กับ Token Value เป็น url ของ K2 ต่อด้วย /identity/token/oauth/2
  • grant_type ใส่ Token Value เป็น authorization_code
  • access_type ใส่ Authorization Value กับ Token Value เป็น online

google13

ถ้าทำเสร็จเรียบร้อย เราจะได้ OAuth ที่พร้อมสำหรับเอาไปใช้ register service instance แล้ว ในการจะ register REST service ให้ K2 เราจำเป็นจะต้องมี json ของ service ที่เราจะใช้งาน จะไปเขียน swagger เองก็ได้ แต่ด้วยความที่ Google API เป็นอะไรที่ค่อนข้างจะดัง เราเลยสามารถไปหามาจากที่อื่นได้ ผมไปหามาจาก https://apis.guru/browse-apis/ เราก็จะได้ json มาใช้แล้ว

google14

ขั้นต่อไปให้ไปที่ SmartObject Service Tester หรือใน Management site ก็ได้ แล้วกด Register REST Service เลือก Authentication Type เป็น OAuth และเลือก OAuth Resource เป็นอันที่เราสร้างไว้

google15

google16

ถ้าเจอ error นี้ไม่ต้องตกใจ เมื่อกด OK tester จะเปิด browser ให้เพื่อ authenticate กับ Google ให้ ใส่ username และ password จนถึงหน้า Authorization Successful

google17

ให้กด Add Service Instance อีกที จะสามารถสร้าง Service Instance ได้ จากนั้นก็จะสามารถสร้าง SmartObject เพื่อดึงข้อมูลจาก Google Drive ได้

google18

วิธีการสร้าง oAuth ใน K2 reference มาจาก https://help.k2.com/kb001702 ส่วน api ของ google ดู document ได้จากใน web API ของ Google เลย สำหรับคราวนี้ก็จบเพียงเท่านี้ เจอกันใหม่คราวหน้าครับ 🙂

 

[Authentication] – Using LDAP with K2

สวัสดีครับ ช่วงนี้ได้มีโอกาสทำอะไรใหม่ๆ อีกอย่างเลยเอามาเขียนเป็น blog ซะหน่อย นั่นคือ configure K2 ให้มองเห็น LDAP ที่ไม่ใช่ LDAP ของ AD แต่ถ้าเป็น LDAP ของ AD ก็น่าจะใช้ได้เหมือนกัน โดย step ที่ต้องทำมีตามด้านล่าง

  • Register Security label ของ LDAP
  • Configure Claim ใน SmartForms

 

เรามาเริ่มจาก Register Security label ของ LDAP ให้เปิด database K2 ที่ table HostServer.SecurityProvider

provider

ให้ copy GUID ของ ProviderClassName ที่เป็น SourceCode.Security.Providers.LdapProvider.Trusted.Ldap เอามาใส่ใน script ด้านล่าง ส่วนที่เป็นตัวแปร AuthSecurityProviderID

ส่วนอื่นที่ต้องเปลี่ยนจะมีหลายอันตาม highlight สีน้ำเงิน สามารถไปดูรายละเอียดได้จาก https://help.k2.com/onlinehelp/k2blackpearl/icg/4.7/default.htm#Configure/UM-LDAP-config.htm%3FTocPath%3DConfigure%7CUser%2520Managers%7C_____3 นะครับ

DECLARE @SecurityLabelName NVARCHAR(20) = ‘K2LDAP‘; –Update as needed
DECLARE @XmlConfig XML =
‘<AuthInit><LdapConnection LdapServer=”Server Name” LdapServerPort=”389” LdapSsl=”false” LdapAuthTypeConnect=”Basic” LdapAuthTypeAuthenticateUser=”Basic” LdapResolveAuthenticationUserToDistinguishedName=”true” LdapAutoBind=”false” LdapScope=”Subtree” LdapConnectIntegrated=”false” LdapConnectUserName=”uid=username,ou=People,dc=xxx,dc=xxx” LdapConnectUserPassword=”password” LdapTimeout=”0″ LdapProtocolVersion=”3″ LdapServerCertificatePath=”” /><LdapUserBaseObject>ou=People,dc=xxx,dc=xxx</LdapUserBaseObject><LdapUserSearchFormatString>(uid={0})</LdapUserSearchFormatString><LdapUserGroupSearchFormatString>(memberOf={0})</LdapUserGroupSearchFormatString><LdapUserAttributes><K2LdapMapping K2Name=”ID” LdapName=”uid” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”Name” LdapName=”uid” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”Email” LdapName=”mail” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”CommonName” LdapName=”cn” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”UserPrincipalName” LdapName=”uid” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”DisplayName” LdapName=”cn” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”Mobile” LdapName=”mobile” ObjectType=”System.String” /></LdapUserAttributes><LdapGroupBaseObject>ou=Group,dc=xxx,dc=xxx</LdapGroupBaseObject><LdapGroupSearchFormatString>(uid={0})</LdapGroupSearchFormatString><LdapGroupMemberSearchFormatString>(cn={0})</LdapGroupMemberSearchFormatString><LdapGroupAttributes><K2LdapMapping K2Name=”ID” LdapName=”cn” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”Name” LdapName=”cn” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”Email” LdapName=”mail” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”Member” LdapName=”member” FullOnly=”true” SearchQuery=”(&amp;(objectCategory=Person)(objectCategory=User))” SearchResultProperty=”cn” ObjectType=”System.Collections.ArrayList” /></LdapGroupAttributes></AuthInit>’
DECLARE @SecurityLabelID UNIQUEIDENTIFIER = NEWID(); –Assigning new GUID
DECLARE @AuthSecurityProviderID UNIQUEIDENTIFIER = ‘EE554827-1C61-46EF-9146-293CE74E55C9‘;
DECLARE @AuthInit XML = @XmlConfig;
DECLARE @RoleSecurityProviderID UNIQUEIDENTIFIER = @AuthSecurityProviderID;
DECLARE @RoleInit XML = @XmlConfig;
DECLARE @DefaultLabel BIT = NULL; –1 = true, NULL and 0 = false

DELETE FROM [SecurityLabels] WHERE SecurityLabelName = @SecurityLabelName;
INSERT INTO [SecurityLabels] VALUES (@SecurityLabelID, @SecurityLabelName, @AuthSecurityProviderID, @AuthInit, @RoleSecurityProviderID, @RoleInit, @DefaultLabel)

จะมีบางอันที่อาจจะหาลำบากคือ ldapname กับ userbaseobject แนะนำให้ใช้พวก ldap browser เช่น http://www.ldapadministrator.com หรือ http://www.ldapadmin.org เพื่อหาข้อมูลที่ถูกต้องได้

ldap browser

เมื่อได้ script เรียบร้อย เราก็เอาไปรันใน database K2

LDAP Register

เสร็จแล้วให้ restart service K2 และเราก็พร้อมที่จะทำ step ถัดไป คือการ configure claim ให้เข้าไปที่ management site ของ K2 ไปที่ Authentication => Claims => Claims แล้วกด New

02

ใส่ข้อมูลตามด้านล่าง

03

กดปุ่ม OK แล้วไปทดสอบด้วยการ login ผ่าน form ได้เลย

Login

ถ้าใครไปลองแล้วติดอะไรก็สอบถามได้นะครับ ในส่วนของ blog นี้ ใช้ได้กับทั้ง K2 Five และ K2 blackpearl นะครับ ลองแล้วใช้งานได้ทั้ง 2 version ครับ ไว้เจอกันใหม่คราวหน้าครับ 🙂

[K2 Five] – Workflow REST & SMO OData

สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาพูดถึง API ที่เราน่าจะได้ใช้กันบ่อยๆ คือ REST service ของ Workflow และ SmartObject

Workflow REST API

โดยสิ่งที่จะต้องทำเป็นอย่างแรกเลยคือ ไป enable service ใน Management site ก่อน

Workflow REST API Setting

หลังจากเปิดแล้วจะได้ตามด้านล่าง

Workflow REST API Setting Enable

เราสามารถทดสอบ API ได้จาก Swagger URL ด้วย

Workflow Swagger URL

Workflow Swagger Result

โดยตัวอย่างการใช้งานโดยเรียกจาก application อื่นๆ สามารถดูได้จาก https://help.k2.com/onlinehelp/k2five/DevRef/5.0/default.htm#Runtime/WF-REST/REST-Samples.htm

SmartObject OData API

เหมือนกับ Workflow REST API ต้องไปเปิดใน management site ก่อน (ถ้าเป็น version ก่อนๆ เราจะต้องไปเปิดใน config ตามวิธีใน  https://help.k2.com/onlinehelp/k2blackpearl/DevRef/4.7/default.htm#Configuration2.html)

SMO Service Setting

หลังจากเปิดแล้วจะเป็นตามด้านล่าง เราสามารถเลือก SmartObject ที่ต้องการ exposed เป็น REST service ได้ด้วย

SMO Server Setting Enable

ทีนี้พอเปิดแล้วเราก็มาลองกันซักหน่อย วิธีง่ายที่สุดคือ ใช้ Excel โดยเลือก Import Data From OData Data Feed

Excel OData

ใส่ link และ credential

Excel Data Connection Wizard

ใน wizard จะมี SmartObject ให้เลือก

List SMO

จากนั้นจะให้เลือก Import Data เป็นแบบไหน

Excel Import Data

จากนั้นก็จะได้ข้อมูลอย่างที่เราต้องการ 🙂

Excel

สำหรับรายละเอียด สามารถดูเพิ่มเติมได้จาก https://help.k2.com/onlinehelp/k2five/DevRef/5.0/default.htm#Runtime/SmO-REST/SmORESTServices.htm%3FTocPath%3DRuntime%2520APIs%2520and%2520Services%7CSmartObjects%7CSmartObject%2520REST%2520Services%7C_____0 ครับ

[K2 for SharePoint] – Configuration Tip สำหรับ SharePoint 2016

สวัสดีครับ รอบนี้ได้ configure K2 4.7 กับ SharePoint 2016 มาเลยมี tip เพิ่มเติมจาก blog รอบที่แล้ว (ดูได้ที่นี่) มาให้อ่านกัน

ก่อนลง SharePoint 2016 จะเหมือนกับ 2013 คือ ต้องลง prerequisite installer ก่อน แต่ในรอบนี้ ถึงแม้ server เราจะต่อ internet ได้แต่ก็ไม่สามารถ download อะไรได้เลย สุดท้ายก็ต้องมา download เอง แต่เดี๋ยวก่อน!! ถ้าเรา download มาเองแล้วมาลงเอง อาจจะ error ใน step configure SharePoint ได้ ใน step นี้ แนะนำ http://nikcharlebois.com/installing-the-sharepoint-2016-prerequisites-offline-using-powershell/ ให้ download file จากในนี้ได้เลย และให้ใส่ command ตาม เป็นอันจบ

Step หลังจากนี้ ก็ทำเหมือนกับ SharePoint 2013 เลย หลังจากลงเสร็จก็ enable service ตามด้านล่าง (แนะนำให้ใช้ command line ทั้งหมด เพราะว่า ถ้าทำผ่าน UI จะ set บางส่วนไม่ได้)

  • Subscription Service

    $account = Get-SPManagedAccount <Account Name>
    $appPoolSubSvc = New-SPServiceApplicationPool -Name SettingsServiceAppPool -Account $account
    $appSubSvc = New-SPSubscriptionSettingsServiceApplication -ApplicationPool $appPoolSubSvc -Name SettingsServiceApp -DatabaseName <Database Name>
    $proxySubSvc = New-SPSubscriptionSettingsServiceApplicationProxy -ServiceApplication $appSubSvc

  • App Management Service

    $account = Get-SPManagedAccount <Account Name>
    $appPoolAppSvc = New-SPServiceApplicationPool -Name AppServiceAppPool -Account $account
    $appAppSvc = New-SPAppManagementServiceApplication -ApplicationPool $appPoolAppSvc -Name AppServiceApp -DatabaseName <Database Name>
    $proxyAppSvc = New-SPAppManagementServiceApplicationProxy -ServiceApplication $appAppSvc

  • User Profile Service

    $appPool = New-SPServiceApplicationPool -Name HostedAppPool -Account (Get-SPManagedAccount “<Account Name>“)
    $app_UPA = New-SPProfileServiceApplication -Name UPA -PartitionMode -ApplicationPool $appPool

    ตรงนี้จะมีความต่างจาก SharePoint 2013 นิดหน่อย ตรงที่ไม่มี User Profile Synchronization Service ให้ start แต่ในมุมของเราให้สร้าง User Profile Service ให้เรียบร้อย พอสร้างแล้วจะมีปุ่มให้กด Manage

UPS01

Configure Synchronization Connections ให้เรียบร้อย ก็จะใช้งานได้ปกติ

UPS02

UPS03

  • Enable NetBIOS สำหรับ User Profile Service Name ให้ไปดูที่หน้า App Management Service แล้วใส่ชื่อตาม

    $UserProfileServiceApp = Get-SPServiceApplication -name <User Profile Service Name>
    $UserProfileServiceApp.NetBIOSDomainNamesEnabled = 1
    $UserProfileServiceApp.Update()

  • Shell Admin grant SPShellAdmin ให้ user ที่จะเป็นคนรัน app deployment

    Add-SPShellAdmin -UserName <Account Name>
    Get-SPDatabase | ?{$_.Name -eq “<WSS Content DB>“} | Add-SPShellAdmin -Username <Account Name>
    Get-SPDatabase | ?{$_.Name -eq “<SharePoint Admin DB>“} | Add-SPShellAdmin -Username <Account Name>
    Get-SPDatabase | ?{$_.Name -eq “<SharePoint Config DB>“} | Add-SPShellAdmin -Username <Account Name>
    Get-SPDatabase | ?{$_.Name -eq “<App Management Service DB>“} | Add-SPShellAdmin -Username <Account Name>
    Get-SPDatabase | ?{$_.Name -eq “<User Profile Service DB>“} | Add-SPShellAdmin -Username <Account Name>
    Get-SPDatabase | ?{$_.Name -eq “<User Profile DB>“} | Add-SPShellAdmin -Username <Account Name>

ถ้าทำเรียบร้อยก็ให้รัน K2 for SharePoint App Deployment ได้เลย 🙂

Consume REST Services with K2

สวัสดีครับ เนื่องจากใน K2 4.7 มี broker ใหม่เพิ่มเข้ามา และเป็น broker ที่เราน่าจะได้ใช้กันเยอะในอนาคต broker ตัวนี้ก็คือ REST service broker นั่นเอง

การเชื่อมต่อ REST service ใน K2 จะแตกต่างจากการเชื่อมต่อ web service อื่นๆ อยู่ตรงที่ เรารู้แค่ url ของ web service นั้นไม่พอ สิ่งที่ต้องมีถัดไปคือ descriptor file ใน format ของ JSON ถ้าเป็น REST service ที่เราเขียนเองก็อาจจะไม่ยาก เพราะเราสามารถ generate JSON ออกมาจาก swagger ที่เราเขียนได้ แต่ถ้าไม่ได้เขียนเองมี option ตามด้านล่าง

โดยในส่วนที่อยู่ใน blog นี้จะเป็นการเขียนเอง

ถ้าจะเขียน descriptor เอง เราควรรู้อะไรบ้าง?

  • Format ที่ REST Service response ออกมา
  • Swagger syntax ที่จะใช้เขียน เพื่อทำ mapping กับ service ที่เราจะใช้

ผมเลือก service จาก Accuweather (https://developer.accuweather.com) มาลองดู สามารถสมัครมาลองใช้ได้ฟรี แต่ service ก็จะ limit หน่อย (ถ้าใครอยากลอง ก็ไปสมัครแล้ว register app ก็จะได้ API Key ที่ต้องใช้ในมา) ใช้ได้ไม่กี่อัน แต่หลักๆ ของ service ที่มีให้คือ การพยากรณ์ต่างๆ

Weather API

ที่เราจะใช้กันคือ Location API เพื่อหาพื้นที่ที่ต้องการ กับ Forecast API เพื่อดูพยากรณ์ (จริงๆ อยากใช้ Weather Alerts มากกว่า แต่แบบฟรีใช้ไม่ได้ T-T)  อย่างที่บอก เริ่มแรกคือ ต้องไปลองเรียก REST Service เพื่อให้ return response มาซะก่อน

API Response

พอได้ response เราก็เอามาเขียน swagger เพื่อที่จะ generate เป็น descriptor กัน รายละเอียดเกี่ยวกับ swagger ลองอ่านดูตาม link ด้านล่างนะครับ

Tool ที่ผมใช้ในการเขียน swagger ก็มาจาก swagger.io นี่แหละ ใช้เป็นแบบ online เลยง่ายดี สามารถเข้าไปได้ที่ http://editor.swagger.io  ถ้าเขียนเสร็จแล้วก็น่าจะได้ format แบบด้านล่างนี่ล่ะ

Swagger UI

สิ่งที่ควรระวังตอนเขียน swagger คือ ในบางกรณีที่เรามีการเรียกใช้ reference object ซ้อนๆ กัน การประกาศบางแบบอาจจะเรียกใช้ไม่ได้ใน K2 นะครับ แบบที่ใช้ได้จะมีตัวอย่าง file swagger ที่เขียนให้ download ตอนท้ายบทความครับ

เมื่อเขียนเรียบร้อย เราสามารถ generate JSON file ได้โดยเลือกเมนู File -> Download JSON

Download JSON

พอได้ file มา เราก็เอามา register กับ K2 โดยผ่าน SmartObject Service Tester

02-Register REST

03-Register 2

หลังจาก register แล้ว เราก็จะเห็น object ที่สามารถเรียกได้ตามด้านล่าง

04-After Regist

จะเห็นว่า มี method พวก Serialize กับ Deserialize มาด้วย method พวกนี้จะเป็น method สำหรับดึงค่าจาก type ที่ return มาเป็น structure เหมือนกับที่เราใช้ K2 ต่อกับ SAP หรือ web service อื่นๆ จากนั้นลองสร้างเป็น smartobject แล้วทดสอบดู

05-Test City Search

อย่างแรกเลยคือ call City Search เพื่อหาเมือง เพิ่งรู้นะเนี่ยว่า กรุงเทพฯ มีที่อินโดนีเซียด้วย พอได้แล้ว ผมก็เอา Key ไปใช้เพื่อหา forecast ของ 5 วันข้างหน้า

06-5 day forecast

ใน method นี้จะ return Headline หรือคือ พาดหัวข่าวสำคัญ เช่น ฝนจะตกหนักวันไหน กับรายละเอียด forecast มาเป็น object ส่วนที่เราต้องทำถัดไปคือ เอา xml ยาวๆ ที่ได้ ไป call method Deserialize เพื่อให้แสดงผลออกมาเป็น property ออกมา

ส่วนของ Headline ผมได้ xml ตามด้านล่างออกมา

{“$type”:”Accuweather.k2RESTidentifier_Headline, Accuweather, Version=0.0.0.0, Culture=neutral, PublicKeyToken=null”,”EffectiveDate”:”2017-08-13T01:00:00+07:00″,”Text”:”A thunderstorm late Saturday night”,”Category”:”thunderstorm”,”Link”:”http://www.accuweather.com/en/th/bangkok/318849/daily-weather-forecast/318849?lang=en-us&#8221;}

ผลหลังจากการ call โอ๊ะ!!! ฝนตกหนักคืนวันเสาร์ตอนดึกๆ

07-Headline Call

ส่วนของพยากรณ์จะได้เป็น array ออกมา

{“$type”:”Accuweather.k2RESTidentifier_DailyForecast[], Accuweather, Version=0.0.0.0, Culture=neutral, PublicKeyToken=null”,”$values”:[{“$type”:”Accuweather.k2RESTidentifier_DailyForecast, Accuweather, Version=0.0.0.0, Culture=neutral, PublicKeyToken=null”,”Date”:”2017-08-10T07:00:00+07:00″,”Link”:”http://www.accuweather.com/en/th/bangkok/318849/daily-weather-forecast/318849?day=1&lang=en-us&#8221;},{“$type”:”Accuweather.k2RESTidentifier_DailyForecast, Accuweather, Version=0.0.0.0, Culture=neutral, PublicKeyToken=null”,”Date”:”2017-08-11T07:00:00+07:00″,”Link”:”http://www.accuweather.com/en/th/bangkok/318849/daily-weather-forecast/318849?day=2&lang=en-us&#8221;},{“$type”:”Accuweather.k2RESTidentifier_DailyForecast, Accuweather, Version=0.0.0.0, Culture=neutral, PublicKeyToken=null”,”Date”:”2017-08-12T07:00:00+07:00″,”Link”:”http://www.accuweather.com/en/th/bangkok/318849/daily-weather-forecast/318849?day=3&lang=en-us&#8221;},{“$type”:”Accuweather.k2RESTidentifier_DailyForecast, Accuweather, Version=0.0.0.0, Culture=neutral, PublicKeyToken=null”,”Date”:”2017-08-13T07:00:00+07:00″,”Link”:”http://www.accuweather.com/en/th/bangkok/318849/daily-weather-forecast/318849?day=4&lang=en-us&#8221;},{“$type”:”Accuweather.k2RESTidentifier_DailyForecast, Accuweather, Version=0.0.0.0, Culture=neutral, PublicKeyToken=null”,”Date”:”2017-08-14T07:00:00+07:00″,”Link”:”http://www.accuweather.com/en/th/bangkok/318849/daily-weather-forecast/318849?day=5&lang=en-us&#8221;}]}

ผลหลังจากการ call ก็เป็นตามด้านล่าง

08-DailyForecast Call

จริงๆ ค่าที่ REST return มามีมากกว่าที่ผมเอามาแสดง แต่ผมเขียน swagger เพื่อเอาค่ามาเฉพาะที่ต้องการเท่านั้น (ขี้เกียจนั่นเอง = =’) ถ้าใครอยากดูตัวอย่างการเขียน swagger กับ file JSON ที่ generate ออกมาได้สามารถ download ได้ตาม link ด้านล่างนะครับ

สำหรับคราวนี้ก็ขอลาแต่เพียงเท่านี้ พบกันใหม่คราวหน้าครับ 🙂