[K2 SmartForms] – Can’t click OK to finish rule in designer

สวัสดีครับ หลายๆ คนคงเคยเจอปัญหาอยู่บ้าง เวลาเราใส่ action เข้าไปใน SmartForms เยอะๆ จะไม่สามารถกดปุ่ม OK เพื่อ save action ที่เราใส่เข้าไปได้ หรือกดปุ่ม Finish ที่อยู่ใน form ก็ไม่ได้เช่นกัน ถ้าเคยเจอปัญหานี้ เรามีวิธีแก้ไขมาให้ 2 วิธี โดยทั้ง 2 วิธีเป็นการไปแก้ไข configure ใน web.config ของ SmartForms ที่ site designer (อยู่ใน {install dir}\K2 blackpearl\K2 smartforms Designer)

  • แก้ไขค่า MaxRequestLength จากค่า default เป็น “2097151” ซึ่งเป็นค่ามากที่สุดที่ใส่ได้

designer

  • ถ้าใช้วิธีแรกแล้วยังไม่หาย ให้เพิ่ม tag ตามด้านล่างลงไป ภายใต้ tag requestFiltering

<requestLimits maxAllowedContentLength=”300000000″ />

designer2

เมื่อแก้ไขแล้ว ให้ save web.config และ reset IIS จากนั้นลองใช้งานดู ก็น่าจะ save form ได้ตามปกติครับ  🙂

[K2 SmartForms] – Use SmartObject Property in Custom Control (Part III)

มาต่อจากคราวที่แล้ว ที่เราเลือกเป็น static ไป คราวนี้จะมาลองเลือก SmartObject มาใช้งานกันบ้าง เหมือนกับของ static คือ เราต้องสร้าง property ใน file .cs เพิ่มก่อน โดย property ที่ใช้งานจะมี AssociationSO, AssociationMethod, ValueProperty และ DisplayTemplate

public string AssociationSO

{

get

{

return this.GetOption<string>(“AssociationSO”, string.Empty);

}

set

{

this.SetOption<string>(“AssociationSO”, value, string.Empty);

}

}

public string AssociationMethod

{

get

{

return this.GetOption<string>(“AssociationMethod”, string.Empty);

}

set

{

this.SetOption<string>(“AssociationMethod”, value, string.Empty);

}

}

public string ValueProperty

{

get

{

return this.GetOption<string>(“ValueProperty”, string.Empty);

}

set

{

this.SetOption<string>(“ValueProperty”, value, string.Empty);

}

}

public string DisplayTemplate

{

get

{

return this.GetOption<string>(“DisplayTemplate”, string.Empty);

}

set

{

this.SetOption<string>(“DisplayTemplate”, value, string.Empty);

}

}

สิ่งที่ต้องทำถัดไปคือ สร้าง structure มาเพื่อรับค่าที่เราเก็บไว้ใน DisplayTemplate เพราะตอนที่เราเลือกว่า จะแสดงค่าอะไรออกมาที่ control เราสามารถเลือกได้หลาย field ตามตัวอย่างด้านล่าง

ccb5-01

structure ที่สร้างมาเพื่อรองรับค่า จะใช้ตามด้านล่าง โดยใน DisplayTemplate ที่ K2 เก็บไว้จะเก็บไว้ในรูปของ xml

internal struct DisplayTemplateObject
{

public string SourceType;

public string SourceID;

public string Value;

}

อีกส่วนที่ต้องทำไว้ก่อนคือ การเอา field จาก DisplayTemplate มาต่อกัน เพื่อนำไปใช้ใน control เลยสร้าง method ที่ชื่อ BuildValue ไว้ตามด้านล่าง

private string BuildValue(SmartObject smo, List<DisplayTemplateObject> ParsedTemplate)

{

StringBuilder builder = new StringBuilder();

foreach (DisplayTemplateObject templateObj in ParsedTemplate)

{

if (templateObj.SourceType == “Value”)

{

builder.Append(templateObj.Value);

}

else

{

builder.Append(smo.Properties[templateObj.SourceID].Value);

}

}

return builder.ToString();

}

ทีนี้ก็พร้อมแล้ว เรามาเพิ่ม code ใน CreateChildControls กัน โดยขั้นตอนการทำงานจะทำตาม step ด้านล่าง

  • ตรวจสอบว่า DataSourceType เป็น SmartObject หรือเปล่า?
  • เอาข้อมูล SmartObject, Method และ Value ออกมาจาก property
  • ดึงข้อมูลโดยใช้ class SmartObjectClientServer แบบที่เราเขียนโปรแกรมปกติ
  • ดึงข้อมูล DisplayTemplate มาใส่ใน list โดยแยก attribute มาจาก xml ที่ K2 เก็บไว้ให้
  • นำมาใส่ไว้ใน control ที่ต้องการ

if (this.DataSourceType.Equals(“smartobject”, StringComparison.InvariantCultureIgnoreCase))
{

string smo = this.AssociationSO;
string valueProp = this.ValueProperty;
string smoMethod = this.AssociationMethod;

SmartObjectClientServer smartObjectClient = ConnectionClass.GetSmartObjectClient();
Guid guid = new Guid(smo);
SmartObject smartObject = smartObjectClient.GetSmartObject(guid);
smartObject.MethodToExecute = smoMethod;
SmartObjectList list = new SmartObjectList();

list = smartObjectClient.ExecuteList(smartObject);

List<DisplayTemplateObject> parsedTemplate = new List<DisplayTemplateObject>();

foreach (XElement element in XDocument.Parse(this.DisplayTemplate).Root.Elements())
{

DisplayTemplateObject item = new DisplayTemplateObject

{

SourceType = element.Attribute(“SourceType”).Value

};

if (item.SourceType == “Value”)

{

item.Value = element.Element(“SourceValue”).Value;

}

else

{

item.SourceID = element.Attribute(“SourceID”).Value;

}

parsedTemplate.Add(item);

}

this.ddl = new DropDownList();

List<KeyValuePair<string, string>> showList = new List<KeyValuePair<string, string>>();

foreach(SmartObject item in list.SmartObjectsList)
{

ddl.Items.Add(new ListItem(this.BuildValue(item, parsedTemplate), item.Properties[valueProp].Value));

}

this.Controls.Add(this.ddl);

ในกรณีที่ใส่ code ไปแล้วติด reference บางตัวที่หาไม่เจอ ให้ลอง add dll SourceCode.SmartObjects.Client เพิ่มเข้ามาใน project แล้วก็ add using ตามด้านล่างเข้าไปใน coding ของ control เพิ่ม

using SourceCode.SmartObjects.Client;

using SourceCode.Forms.Controls.Web.SDK.Utilities;

using System.Xml.Linq;

จากนั้นก็ deploy แล้วก็ทดสอบ

ccb5-02

ccb5-03

สำหรับส่วนการ add property ก็จะจบเท่านี้นะครับ เอาไว้พบกันใหม่คราวหน้าครับ 🙂

[Trouble Shooting] – How to solve SmartForms Worklist Control Infinite Spinning

สวัสดีครับ รอบนี้มาคั่นเวลา custom control series นิดหน่อย เนื่องจากเมื่อเช้าได้ช่วยลูกค้าแก้ปัญหา worklist control ของ SmartForms ไม่แสดง worklist ได้แต่หมุนค้างตามรูปด้านล่าง

infiniteworklist01

อย่างแรกที่เราควรไปดูคือ worklist ใน workspace ทำงานได้ไหม? และสามารถใช้งาน service อื่นของ K2 ได้หรือไม่? (service อื่น เช่น start workflow, ใช้งานหน้าจอ SmartForm ที่ไม่มี worklist) ถ้าตรวจสอบแล้วใช้งานได้ ให้ไปดู Web Service URL กับ Web Service URL SSL ใน Environment Library ว่า มีการ set ค่า default ไว้หรือเปล่า?

infiniteworklist02

ถ้าเป็นตามรูปด้านบนที่ไม่ได้ set ไว้ ก็ให้เลือก set อันใดอันหนึ่งให้เป็น default จากนั้น restart service K2 ก็จะสามารถใช้งาน worklist control ของ SmartForms ได้ตามปกติครับ (ถ้ายังไม่ได้ให้ลอง reset IIS กับ clear browser cache ด้วยนะครับ)

ก็ขอจบ tip สั้นๆ ไว้เพียงเท่านี้ ไว้เจอกันใหม่รอบหน้าครับ 😀

[K2 SmartForms] – Use SmartObject Property in Custom Control (Part II)

สวัสดีครับ เรามาต่อจากคราวที่แล้วที่เราสามารถเรียกหน้า configure SmartObject ขึ้นมาแสดงได้แล้ว (ถ้ายังไม่ได้เคยอ่าน ดูได้จาก https://k2ranger.wordpress.com/2017/02/20/k2-smartforms-use-smartobject-property-in-custom-control-part-i/  พอแสดงได้แล้ว ในหน้า configure จะมีให้เลือกอยู่ 2 แบบด้วยกัน คือ เลือกเป็น static หรือ SmartObject ในวันนี้เราจะมาพูดในส่วนของ static ก่อน

ในตอนที่แล้ว เราเพิ่ม property ไว้ใน xml หลาย property แต่ยังไม่ได้สร้าง property จริงๆ ใน coding ให้เราไปสร้าง property ใน file .cs ของเราเพิ่ม โดยในการใช้งานส่วนของ static จะใช้แค่ 2 properties ตามด้านล่าง คือ DataSourceType กับ FixedListItems

public string DataSourceType

{

get

{

                return this.GetOption<string>(“dataSourceType”, string.Empty);

}

set

{

                this.SetOption<string>(“dataSourceType”, value, string.Empty);

}

}

public string FixedListItems

{

get

{

                return this.GetOption<string>(“FixedListItems”, string.Empty);

}

set

{

                this.SetOption<string>(“FixedListItems”, value, string.Empty);

}

}

เมื่อเพิ่มแล้วให้เรามาดูเพิ่ม checking ใน method CreateChildControls ในตัวอย่างด้านล่างนี้ ผมจะเช็คว่า ค่าใน DataSourceType เป็น static หรือเปล่า? ถ้าเป็น static ก็จะตรวจสอบ FixedListItems ต่อว่า มีค่าไหม?

ccb4-01

ถ้ามีค่า ก็จะทำการ Deserialize xml (เนื่องจากเวลาเราสร้าง list item เก็บไว้ จะเก็บไว้ใน format ของ xml) ออกมาเป็น list จากนั้นก็วน loop เพื่อ add เข้า dropdownlist เพื่อแสดงค่า และในส่วนสุดท้ายต้องไม่ลืม add dropdownlist เข้าไปใน control ที่จะ render ด้วย (ใน class ผมมีไปประกาศ ddl เป็น dropdownlist แบบ private ไว้ เพื่อเอามาใช้แสดงผลด้วย)

this.ddl = new DropDownList();

if (this.DataSourceType.Equals(“static”, StringComparison.InvariantCultureIgnoreCase))

{

if (!string.IsNullOrEmpty(this.FixedListItems))

{

using (StringReader reader = new StringReader(this.FixedListItems))

{

bool flag = true;

List<StaticItem> list = null;

                        if (this.FixedListItems.StartsWith(“[“))

{

JavaScriptSerializer serializer = new JavaScriptSerializer();

try

{

list = serializer.Deserialize<List<StaticItem>>(this.FixedListItems);

}

catch (ArgumentException)

{

flag = false;

}

if (flag)

{

foreach (StaticItem item in list)

{

ddl.Items.Add(new ListItem(HttpUtility.HtmlEncode(item.Display), HttpUtility.HtmlEncode(item.Value)));

}

this.Controls.Add(ddl);

}

}

else

                        {

flag = false;

                        }

}

}

}

ในกรณีที่ใส่ code ไปแล้วติด reference บางตัวที่หาไม่เจอ ให้ลอง add dll SourceCode.Forms.Utilities เพิ่มเข้ามาใน project แล้วก็ add using ตามด้านล่างเข้าไปใน coding ของ control เพิ่ม

using SourceCode.Forms.Controls.Web.SDK;

using SourceCode.Forms.Controls.Web.SDK.Attributes;

using System.IO;

using System.Web.Script.Serialization;

using SourceCode.Forms.Utilities;

using System.Xml;

เมื่อทำการ deploy เรียบร้อยก็มาทดสอบกัน โดยใส่ข้อมูลเป็น static list

ccb4-02

ccb4-03

จะเห็นว่า ข้อมูลถูกแสดงออกมาอย่างที่อยากได้ใน dropdownlist แต่ถ้าอยากเอาข้อมูลออกมาใช้งานต่อ ก็ต้องไป implement javascript เพื่อ get ค่าจาก control ออกมาอีกรอบนะครับ สำหรับคราวนี้ก็ขอจบการดึง data จาก static list มาแสดงใน control แต่เพียงเท่านี้ แล้วค่อยมาต่อกันรอบหน้าสำหรับการดึงข้อมูลจาก SmartObject มาแสดงครับ 🙂

 

[K2 SmartForms] – Use SmartObject Property in Custom Control (Part I)

สวัสดีครับ กลับมาคราวนี้เราจะมาคุยกันต่อเรื่อง property ของ custom control กัน จาก blog คราวที่แล้วเราได้ลองสร้าง property ที่เป็นแบบทั่วไป (type เป็น string, number, boolean etc.) กันไปแล้ว แต่จะมีอีกคำถามว่า ถ้าเราอยากทำ control ที่ดึงข้อมูลจาก SmartObject ล่ะจะทำได้ยังไงบ้าง?

ccb3-01

นี่แหละหน้าตาแบบที่เราอยากได้

    วิธีการเพิ่มเข้าไปก็จะเหมือนกับแบบทั่วไป คือเพิ่มเข้าไปใน xml schema ของ control ที่เราสร้าง

  • ส่วนแรกเป็นการเพิ่ม DataSourceType ที่น่าสนใจคือ เราต้องระบุ type เป็น “complex” และต้องระบุ serverControlType, InitializeServerControl, ClearServerControl และ ServerControl attribute เข้าไป ซึ่งส่วนนี้จะเป็นการเรียกใช้ control ที่ SmartForms มีมาอยู่แล้ว มาแสดงอยู่ใน property ของ control

<Prop ID=”DataSourceType” mappable=”false” friendlyname=”Type” type=”complex” serverControlType=”property” category=”Data Source” refreshdisplay=”true” InitializeServerControl=”initCommonDataSourceConfig” ClearServerControl=”clearComplexPropertyConfig” ServerControl=”SourceCode.Forms.Controls.Web.PropertyConfiguration.AssociationPropertyConfig,SourceCode.Forms.Controls.Web” />

  • ใน option ของการเลือก SmartObject จะมีให้กำหนดเป็น static list ได้ property FixedListItems จะเป็นตัวที่ไว้ใช้เก็บ static list ที่เรากำหนด

<Prop ID=”FixedListItems” mappable=”false” friendlyname=”Items” type=”string” serverControlType=”property” category=”Data Source” ReadOnly=”true” />

  • AssociationSO ไว้เก็บ SmartObject ที่เราเลือกใช้

<Prop ID=”AssociationSO” mappable=”false” friendlyname=”SmartObject” type=”string” serverControlType=”smartobject” category=”Data Source” ReadOnly=”true” />

  • AssociationMethod ไว้เก็บ method ที่เราเลือกใช้

<Prop ID=”AssociationMethod” mappable=”false” friendlyname=”Method” type=”string” serverControlType=”listmethod” category=”Data Source” ReadOnly=”true” />

  • ValueProperty ไว้เก็บ property ที่เราเลือกมาเป็น value ของ control

<Prop ID=”ValueProperty” mappable=”false” friendlyname=”Value” type=”string” serverControlType=”property” category=”Data Source” ReadOnly=”true” />

  • DisplayTemplate ไว้เก็บ property ที่เราเลือกมาเป็น display ของ control

<Prop ID=”DisplayTemplate” mappable=”false” friendlyname=”Display” type=”string” serverControlType=”property” category=”Data Source” ReadOnly=”true” />

ที่ใส่ไปด้านบนจะเป็นเฉพาะส่วนที่เราต้องการใช้งาน แต่จริงๆ แล้วยังมี property ส่วนอื่นที่ใช้ได้เพิ่มเติม อย่างเช่น lookup ข้อมูลจาก SmartObject ที่ทำ Association ไว้ หรือ filter ข้อมูลจากการ list control อื่น ซึ่งยังไม่พูดถึงตอนนี้ ถ้าเราใส่เพิ่มเข้าไปใน file .xml ของ control แล้ว ให้ลอง build แล้ว deploy ดู เมื่อลอง add control เข้ามาแล้วไปดูที่ property จะเห็นรูปตามด้านล่าง

ccb3-02

เมื่อกดปุ่ม … ก็จะได้ popup ส่วนที่เป็นการเลือก SmartObject ขึ้นมา จะเห็นว่า มีให้เลือกเป็น static list และเลือกจาก SmartObject

ccb3-03

เมื่อเราเลือก SmartObject ที่ต้องการแล้วกดปุ่ม OK  ข้อมูลที่เลือกไว้ก็จะแสดงอยู่ในหน้า property

ccb3-04

มาถึงตรงนี้ เราก็จะได้ control ที่สามารถเก็บ SmartObject ที่ต้องการใช้ได้แล้ว ส่วนการเอาค่าที่เก็บไว้ไปใช้งานเราจะมาต่อกันรอบหน้าครับ 🙂

[K2 SmartForms] – Add property for your custom control

สวัสดีครับ กลับมาต่อกันใน blog ที่สองของ series การเขียน custom control ด้วยตนเอง (!? หืมม เคยตั้งชื่อด้วยเหรอออ = =’) ในคราวนี้ เราจะมาลองเพิ่ม property ง่ายๆ ให้ control ของเรากัน ถ้าใครยังไม่รู้วิธีสร้าง custom control project ให้ไปดูที่ blog แรกก่อนนะครับ (https://k2ranger.wordpress.com/2017/01/26/k2-smartforms-custom-control-for-beginner/)

ตอนที่สร้าง control มาจาก template เราจะได้ control default มาเป็น textbox ดังนั้นใน blog นี้ ผมจะเพิ่ม property ให้ textbox นี้กลายเป็น password textbox ได้ โดยสิ่งที่ต้องทำอย่างแรกคือ เปิด file xml ของ control ขึ้นมา

ccb2-01

จากนั้นให้หา section “Properties” แล้ว add property เพิ่มเข้าไป โดยมีรายละเอียดตามด้านล่าง

  • ID => ชื่อของ property
  • friendlyname =>label ที่จะปรากฏอยู่ในช่อง property ของ control
  • type => datatype ของ property ในกรณีนี้อยากได้แค่ checkbox ก็ใส่เป็น boolean ไป
  • category => แสดง control ใน category ไหน
<Prop ID="DisplayPasswordStyle" friendlyname="Display password style" type="bool" category="General" />

ccb2-02

ขั้นถัดไปให้ไปเปิด file .cs แล้วใส่ get set method สำหรับกำหนดค่า property ที่เราเพิ่มเข้ามา ในส่วนนี้ class ของ K2 ที่เรา inherit มา จะมี method สำหรับ get กับ set ค่าให้อยู่แล้ว ชื่อ GetOption กับ SetOption

public bool DisplayPasswordStyle
{
            get
            {
                return this.GetOption<bool>("displaypasswordstyle", true);
            }
            set
            {
                this.SetOption<bool>("displaypasswordstyle", value, true);
            }
}

 

ccb2-03

ส่วนสุดท้ายที่เราต้องทำคือ ควบคุมการ render control ในส่วนนี้จะมีอยู่ 2 methods ที่ใช้ได้คือ CreateChildControls กับ RenderContents (ถ้าใครเคยเขียน web part ของ SharePoint มาก่อน ก็น่าจะคุ้นเคยกับ method พวกนี้อยู่ เพราะจะทำงานแบบเดียวกัน) แต่แนะนำให้ใช้ CreateChildControls จะง่ายกว่า

ในส่วนนี้ผมจะตรวจสอบว่า มีการเลือกให้ Display เป็น password ไหม ถ้าเลือกให้ display เป็น password ก็จะใส่ attribute เพิ่มเข้าไป

if (DisplayPasswordStyle)
{
    base.Attributes["type"] = "password";
}

ccb2-04

เมื่อทำตามครบแล้ว ให้ build solution จากนั้นก็ deploy เข้า server K2 โดยการ deploy ก็ทำไม่ยาก เพราะใน template จะทำ file .bat สำหรับคำสั่ง copy dll และ register control เข้า server ให้แล้ว (ใน .bat จะ copy ไปที่ drive c: นะครับ ถ้าใครลง K2 ไว้ drive อื่น หรือไม่ใช่ folder default จะต้องแก้ file .bat อีกที) file .bat จะอยู่ใน bin folder ของ project ที่เราสร้าง จะมีชื่อว่า “RegisterCustomControl”

ccb2-05

ให้รัน .bat รอจนขึ้น Complete ตามด้านล่าง แสดงว่า การ deploy เสร็จเรียบร้อย

ccb2-06

สุดท้ายคือ การทดสอบ เมื่อเราเปิดหน้า designer จะเจอ control ที่เรา register มา เมื่อลากมาวาง ก็จะเห็น property ที่เราเพิ่มเข้ามา

ccb2-07

ถ้าเราเลือกให้แสดงผลเป็น password control ก็จะแสดงค่าที่พิมพ์เป็น * แทนที่จะเป็นตัวอักษรปกติ

ccb02-08

สำหรับคราวนี้ก็ขอจบเท่านี้นะครับ ถ้าใครเอาไปลองสร้าง control อะไรก็เอามาแชร์กันบ้างนะครับ ไว้เจอกันใหม่คราวหน้ากับรายละเอียดส่วนอื่นของการสร้าง custom control 🙂

[K2 SmartForms] – Custom Control for Beginner

สวัสดีครับ กลับมาคราวนี้เรามาเจอกันกับการเขียน SmartForms Custom Control ที่หลายๆ คนอยากรู้กัน ใน blog แรกของ series SmartForms Custom Control นี้ จะเน้นที่การอธิบายวิธีการเตรียมตัว กับส่วนประกอบของ custom control กันก่อน

ก่อนที่จะเริ่มเขียนกัน ให้ไป download Visual Studio Template จาก http://community.k2.com/t5/K2-blackpearl/Visual-Studio-Project-Templates-for-K2-blackpearl-Extensions/ba-p/1081 ซะก่อน (เลือก template version ตาม Visual Studio ที่เราจะใช้ด้วยนะครับ) การมี template จะช่วยให้เราสร้าง custom control ได้ง่ายขึ้น

หลังจาก download และลงเรียบร้อยแล้ว เราก็มาเริ่มขั้นแรกคือ สร้าง Custom Control Project ขึ้นมา โดยให้เลือกเป็น “Custom SmartForm Control Project”

01

หลังจากสร้างแล้ว เราจะได้ project หน้าตาตามด้านล่าง

ccb01

จะเห็นว่า project template add batch file สำหรับ register control มาให้ด้วย รวมถึง signing key ที่จำเป็นในการสร้าง custom control สิ่งที่เราจะทำถัดไปคือ add new item เข้ามาใหม่ ในส่วนของ SmartForms จะมี 2 แบบคือ Server Control กับ Client Control ในกรณีของเราให้เลือกเป็น Client Control

ccb03

หลังจาก Add Client Control มาแล้ว เราจะได้ folder เพิ่มเข้ามา พร้อมทั้ง file ที่ต้องใช้ในการทำ custom control คือ

  1. File .cs => สำหรับใส่คำสั่งที่เป็น server side
  2. File .xml => สำหรับ register control เข้ากับ K2 โดยจะมีรายละเอียดต่างๆ ของ control
  3. File .js => สำหรับใส่คำสั่งที่เป็น client side (มีได้มากกว่า 1 file)
  4. File .css => สำหรับใส่ stylesheet เฉพาะของ control (มีได้มากกว่า 1 file)

ccb02

โดย file .xml, .js และ .css ต้องเลือก property ของ Build Action ของ file เป็น “Embedded Resource” ด้วย (file ที่ template สร้างให้จะเป็น Embedded Resource) อยู่แล้ว

ccb04

สำหรับ blog แรกเกี่ยวกับ Custom Control ขอจบที่การอธิบายส่วนประกอบเท่านี้ก่อน ส่วนครั้งหน้าเราจะทำเริ่มทำ custom control จริงๆ กันครับ 🙂

 

 

[K2 SmartForms] – Tip สำหรับการแก้ stylesheet

สวัสดีครับ เนื่องด้วยช่วงก่อนหน้านี้มีโอกาสได้ไปขุด stylesheet ของ SmartForms เพื่อแก้อะไรบางอย่าง วันนี้เลยจะมี share วิธีที่จะทำให้การแก้ไข stylesheet ของเราง่ายขึ้น มาดูกันเลย

ก่อนอื่นใน K2 SmartForms พวก resource files ต่างๆ รวมถึง stylesheet จะถูกรวมแล้วส่งมาที่ client เป็น file เพียงไม่กี่ file ซึ่งตรงนี้จะทำให้เราหา stylesheet ได้ยากขึ้น ถ้าเราไปหาด้วย developer tool ของ browser เราจะได้ข้อมูลตามด้านล่าง

style-combine

เมื่อกดเข้าไปใน CombinedResource link ก็จะได้ข้อมูลด้านล่าง

style-combine-2

จะเห็นว่ายังพอจะหาข้อมูลได้ เพียงแต่อาจจะดูยากไปซักหน่อย แต่ถ้าเราอยากดูง่ายขึ้นก็มีวิธีคือ ไปแก้เปลี่ยนค่าของ config ที่ชื่อ “Forms.PostRenderCombining.Enabled” และ “UseBundledFiles” ที่อยู่ใน web.config ของ SmartForms ให้เป็น “false” ซะ จะเป็น site designer หรือ runtime ก็ได้ ขึ้นกับว่า เรา ใช้ site ไหนในการหา stylesheet (reference http://help.k2.com/onlinehelp/k2smartforms/devref/4.6.11/default.htm#web_config_Performance.html%3FTocPath%3DConfiguration%2520Reference%7CSmartForms%2520WebSite%2520web.config%7C_____2)  เมื่อแก้เรียบร้อยให้ reset IIS แล้วลองเข้าใหม่ จะได้ผลตามด้านล่าง

style-not-combine

จะเห็นว่า แทนที่จะเห็นเป็นชื่อ CombineResouce ก็จะเห็นเป็นชื่อของ stylesheet นั้นเลย และเมื่อเรา click link เข้าไปก็จะเห็น class ที่ใช้แบบชัดเจน ก็จะหาที่แก้ไขได้ง่ายขึ้น

style-not-combine-2

คิดว่า น่าจะช่วยให้แก้ไข stylesheet ได้ง่ายขึ้นนะครับ แล้วพบกันใหม่คราวหน้าครับ 🙂

[Patch] – K2 4.7 Release Note แบบไทยๆ

สวัสดีครับ หายหน้าหายตาไปนาน รอบนี้กลับมาพร้อมกับ major release ของ K2 ซึ่งก็คือ K2 4.7 นั่นเอง สำหรับรอบนี้ผมอาจจะเขียนเป็น overview ก่อนว่า K2 มีอะไรใหม่ๆ ออกมาบ้าง และค่อยไปลงลึกในแต่ละส่วนใน blog ถัดๆ ไป (จะได้เขียนไหม 555) แล้วกัน ถ้าใครอยากดู release note แบบเต็มๆ ก็สามารถดูได้ที่ http://help.k2.com/kb001745 และสำหรับ compatible matrix ของ K2 4.7 สามารถดูได้ที่ http://help.k2.com/blackpearl/support-matrix ครับ

 

    OS and Software Support

  •     OS – ไม่ support Windows 2008 R2 แล้ว ส่วนฝั่ง client ก็ต้องเป็น Windows 8.1 ขึ้นไป

server-support

client-support

  •    SQL – Support Azure SQL Database แล้ว minimum เป็น Azure SQL S2 และ recommend เป็น Azure SQL P1 ซึ่งจะ support เฉพาะการลง K2 ใหม่เท่านั้น ไม่สามารถนำ database เก่าจาก SQL version อื่นมา restore แล้ว upgrade ได้  ถ้าเป็น on-premise support SQL Server 2016 เรียบร้อย ส่วน SQL Server 2008 R2 ไม่ support แล้วตามๆ กันไปกับ Windows 2008 R2

sql-support

  • SharePoint –  Support SharePoint 2016 แล้ว ส่วน SharePoint 2010 หมดการ support
  • Visual Studio – Support Visual Studio 2015 และ 2013
  • .NET Framework – Require ว่าต้องลง 4.6.1 แต่ตรงนี้ควรระวังนิดนึงนะครับ เพราะ K2 4.6.11 ไม่ support .NET Framework 4.6.1 ดังนั้น ถ้า upgrade ต้องดู step rollback ดีๆ
  • Exchange – Support Exchange 2013 – 2016
  • InfoPath – ไม่มี support แล้วใน K2 4.7
  • Oracle – Support Oracle 12c (Release 1) ลงไปถึง Oracle 11g (Release 1)
  • Browser – ทั้ง Design time และ Runtime support IE 11 อย่างเดียว ไม่มีวี่แววของ Microsoft Edge โดยรายละเอียดของ version support ตามด้านล่าง

Internet Explorer 11.0.10240.17071
Chrome 53.0.2785.101 m
Firefox 48.0.2
Safari Version 9.1.2 (Windows support deprecated. Latest Safari version is only supported on Mac)

 What’s New

K2 blackpearl

  • REST Endpoint Broker with Swagger support
  • Package and Deployment
    • สามารถทำการ Package by Reference ได้ ซึ่ง feature นี้จะทำให้ไม่ต้อง package ทุก items ลงไปใน package เดียวกัน
    • Performance enhancement
    • Package Analyzer – ไม่มีให้เลือก Full Analysis กับ Partial Analysis อีกต่อไป และ ‘Automatically analyse after each change’ จะไม่เป็น default option ซึ่งจะช่วยให้ performance ในการทำงานเร็วขึ้น
  • K2 Workspace – Management console ใน K2 Workspace จะมี site แยกมาเป็น K2 Management Site (Management console เดิมจะยังสามารถใช้งานได้ใน K2 4.7 แต่ recommend ให้เปลี่ยนไปใช้ K2 Management Site แทน เพราะต่อไปน่าจะถูกเอาออก)

4-7-dashboard

  • Out of Office Notification – มีการส่ง email notify ให้คนที่ถูก forward งานไปให้จากการทำ Out of Office
  • Activity and Event System Name – ตอนนี้ Activity กับ Event มีการใช้ concept ของ System Name แล้ว เพื่อให้ไม่มีปัญหาตอนทำ package and deployment กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงชื่อ Activity หรือ Event

K2 smartforms

  • Dependencies – เพิ่ม dependencies check report สำหรับดูว่า มี item อะไรที่มีปัญหา หรือต้องทำการแก้ไขก่อนการทำ package
  • Controls
    • Barcode – Capture barcode ผ่าน K2 Mobile app (iOS)
    • Image Annotation – ถ่ายรูปแล้วใส่ annotation ผ่าน K2 Mobile app (iOS)
    • Tree Control – เพิ่ม keyboard navigation, search, Async loading
    • Worklist Control – Sorting Status column ได้
  • Runtime performance improvement
  • SmartForms email – ปรับไปใช้ configure เดียวกับของ K2 blackpearl และถ้า error จะมี log อยู่ใน hostserver log แล้ว
  • Installer – K2 SmartForms Control Pack ถูก merge เข้ากับ K2 SmartForms แล้ว ทำให้ run setup ครั้งเดียวได้

 

จะเห็นว่า ส่วนที่น่าสนใจและน่าจะกระทบกับการทำงานเยอะๆ จะเป็น K2 Management Site, Dependencies check report ของ SmartForms และ Package Deployment ที่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น แล้วจะมาเขียนรายละเอียดให้อ่านกันอีกรอบนะครับ สำหรับวันนี้ขอจบแต่เพียงเท่านี้ครับ 🙂

[K2 blackpearl] – หาชื่อคนทำ action ใน activity

สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งกับ blog ของ K2 Ranger คราวนี้เป็นคำถามเกี่ยวกับ workflow โดยปกติ K2 จะมี log อยู่แล้วว่า ใครทำอะไร และทำเมื่อไหร่ ซึ่งสามารถดูได้จาก report ของ K2 หรือใช้ SmartObject ชื่อ “Activity Instance Destination” (อยู่ใน category Workflow Reports -> Workflow General ดึงข้อมูลออกมาแสดง)

Activity Instance Destination

แต่ทีนี้มีคำถามว่า ถ้าเราอยากดึงข้อมูลใน workflow ณ ขณะนั้นหลังจาก user ทำ action มาเลยได้ไหม??? เพราะเราอยากจะส่ง email ไปแจ้งเตือนว่า มีคนทำ action นี้ หรือบางกรณีเพื่อเก็บชื่อคน action ใน activity นี้ส่งไปทำงานใน activity ถัดไป

อย่างแรกที่ต้องทำคือ set plan ใน Destination Rule Options เป็น “All at once” ซึ่งการเปลี่ยน plan ตรงนี้ต้องกดเข้า Advance Mode ของ Destination Rule ก่อน

All at Once

จากนั้นขึ้นกับว่า เราจะอยากได้ข้อมูลอะไรของ user ที่ใช้บ่อยๆ ก็จะเป็น Name (SAMAccount name ใน AD), Email หรือ FQN ไปเก็บไว้ที่ไหน ในรูปจะเป็นการ transfer FQN ของ user ใส่ datafield เพื่อนำไปใช้ต่อผ่าน Data Event แต่เราก็สามารถเอาไป save ลงใน database ผ่าน SmartObject event ก็ได้เช่นกัน โดยต้องเอา Data Event หรือ SmartObject Event นั้นใส่ไว้ใน activity เดียวกันกับ activity ที่ user ทำ action

Activity

Activity Destination Instance

ถ้าเราไม่ได้เข้า Advance Mode แล้วเปลี่ยน plan เป็น “All at once” การดึงข้อมูล user ตรงนี้จะได้เป็นข้อมูล service account หรือได้ค่าว่าง (จำได้ว่า ก่อน 4.6 จะเป็นค่าว่าง แต่มีคนเทสตอนเป็น 4.6.11 แล้วได้ service account)

สำหรับคราวนี้ขอจบแต่เพียงเท่านี้ครับ สวัสดีครับ