การตรวจสอบวันหยุดจาก “Special & Exception Dates”

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีบทความ Trick & Tip มาฝากเพื่อนๆ อีกเช่นเคย บทความนี้ได้รับการแบ่งปันมาจาก “คุณกาย” แห่งห้อง K2 Technical Rock ครับ หากเพื่อน สนใจอยากส่งบทความเข้ามาบ้างสามารถแจ้งมาได้ที่ narapat@k2.com ได้เลยนะครับผม

สำหรับ การตรวจสอบวันหยุดจาก “Special & Exception Dates” จะทำได้ยากง่ายอย่างไรนั้นเชิญทัศนาได้ ณ บัดนาวว

Continue reading การตรวจสอบวันหยุดจาก “Special & Exception Dates”

Advertisements

[Authentication] – Using LDAP with K2

สวัสดีครับ ช่วงนี้ได้มีโอกาสทำอะไรใหม่ๆ อีกอย่างเลยเอามาเขียนเป็น blog ซะหน่อย นั่นคือ configure K2 ให้มองเห็น LDAP ที่ไม่ใช่ LDAP ของ AD แต่ถ้าเป็น LDAP ของ AD ก็น่าจะใช้ได้เหมือนกัน โดย step ที่ต้องทำมีตามด้านล่าง

  • Register Security label ของ LDAP
  • Configure Claim ใน SmartForms

 

เรามาเริ่มจาก Register Security label ของ LDAP ให้เปิด database K2 ที่ table HostServer.SecurityProvider

provider

ให้ copy GUID ของ ProviderClassName ที่เป็น SourceCode.Security.Providers.LdapProvider.Trusted.Ldap เอามาใส่ใน script ด้านล่าง ส่วนที่เป็นตัวแปร AuthSecurityProviderID

ส่วนอื่นที่ต้องเปลี่ยนจะมีหลายอันตาม highlight สีน้ำเงิน สามารถไปดูรายละเอียดได้จาก https://help.k2.com/onlinehelp/k2blackpearl/icg/4.7/default.htm#Configure/UM-LDAP-config.htm%3FTocPath%3DConfigure%7CUser%2520Managers%7C_____3 นะครับ

DECLARE @SecurityLabelName NVARCHAR(20) = ‘K2LDAP‘; –Update as needed
DECLARE @XmlConfig XML =
‘<AuthInit><LdapConnection LdapServer=”Server Name” LdapServerPort=”389” LdapSsl=”false” LdapAuthTypeConnect=”Basic” LdapAuthTypeAuthenticateUser=”Basic” LdapResolveAuthenticationUserToDistinguishedName=”true” LdapAutoBind=”false” LdapScope=”Subtree” LdapConnectIntegrated=”false” LdapConnectUserName=”uid=username,ou=People,dc=xxx,dc=xxx” LdapConnectUserPassword=”password” LdapTimeout=”0″ LdapProtocolVersion=”3″ LdapServerCertificatePath=”” /><LdapUserBaseObject>ou=People,dc=xxx,dc=xxx</LdapUserBaseObject><LdapUserSearchFormatString>(uid={0})</LdapUserSearchFormatString><LdapUserGroupSearchFormatString>(memberOf={0})</LdapUserGroupSearchFormatString><LdapUserAttributes><K2LdapMapping K2Name=”ID” LdapName=”uid” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”Name” LdapName=”uid” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”Email” LdapName=”mail” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”CommonName” LdapName=”cn” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”UserPrincipalName” LdapName=”uid” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”DisplayName” LdapName=”cn” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”Mobile” LdapName=”mobile” ObjectType=”System.String” /></LdapUserAttributes><LdapGroupBaseObject>ou=Group,dc=xxx,dc=xxx</LdapGroupBaseObject><LdapGroupSearchFormatString>(uid={0})</LdapGroupSearchFormatString><LdapGroupMemberSearchFormatString>(cn={0})</LdapGroupMemberSearchFormatString><LdapGroupAttributes><K2LdapMapping K2Name=”ID” LdapName=”cn” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”Name” LdapName=”cn” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”Email” LdapName=”mail” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”Member” LdapName=”member” FullOnly=”true” SearchQuery=”(&amp;(objectCategory=Person)(objectCategory=User))” SearchResultProperty=”cn” ObjectType=”System.Collections.ArrayList” /></LdapGroupAttributes></AuthInit>’
DECLARE @SecurityLabelID UNIQUEIDENTIFIER = NEWID(); –Assigning new GUID
DECLARE @AuthSecurityProviderID UNIQUEIDENTIFIER = ‘EE554827-1C61-46EF-9146-293CE74E55C9‘;
DECLARE @AuthInit XML = @XmlConfig;
DECLARE @RoleSecurityProviderID UNIQUEIDENTIFIER = @AuthSecurityProviderID;
DECLARE @RoleInit XML = @XmlConfig;
DECLARE @DefaultLabel BIT = NULL; –1 = true, NULL and 0 = false

DELETE FROM [SecurityLabels] WHERE SecurityLabelName = @SecurityLabelName;
INSERT INTO [SecurityLabels] VALUES (@SecurityLabelID, @SecurityLabelName, @AuthSecurityProviderID, @AuthInit, @RoleSecurityProviderID, @RoleInit, @DefaultLabel)

จะมีบางอันที่อาจจะหาลำบากคือ ldapname กับ userbaseobject แนะนำให้ใช้พวก ldap browser เช่น http://www.ldapadministrator.com หรือ http://www.ldapadmin.org เพื่อหาข้อมูลที่ถูกต้องได้

ldap browser

เมื่อได้ script เรียบร้อย เราก็เอาไปรันใน database K2

LDAP Register

เสร็จแล้วให้ restart service K2 และเราก็พร้อมที่จะทำ step ถัดไป คือการ configure claim ให้เข้าไปที่ management site ของ K2 ไปที่ Authentication => Claims => Claims แล้วกด New

02

ใส่ข้อมูลตามด้านล่าง

03

กดปุ่ม OK แล้วไปทดสอบด้วยการ login ผ่าน form ได้เลย

Login

ถ้าใครไปลองแล้วติดอะไรก็สอบถามได้นะครับ ในส่วนของ blog นี้ ใช้ได้กับทั้ง K2 Five และ K2 blackpearl นะครับ ลองแล้วใช้งานได้ทั้ง 2 version ครับ ไว้เจอกันใหม่คราวหน้าครับ 🙂

10 เทคนิคที่ทำให้ List View ของคุณโหลดเร็ว!!

List View เป็นการแสดงข้อมูลแบบหลาย records (ใครเขียน coding จะคล้ายๆ Grid view ใน C#) ในที่นี้จะขอรวมเทคนิคในการทำให้การเปิด List View ของคุณนั้นเร็วขึ้นมาอย่างแน่นอน

1. เรียกใช้ rule ในการ List แบบ Asynchronous

เปลี่ยนการเรียก execution block จาก then เป็น asynchronous ช่วยให้เรียก rule ได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องรอจนทำงานเสร็จก่อนเรียก rule ถัดไป

execution block

ตอนแก้เสร็จก็ทดสอบก่อนนะ บางครั้งเราต้องรอข้อมูลก่อนหน้าให้โหลดเสร็จ แบบนี้ก็ต้องใช้ then ไปเนอะ

2. เปิด option ให้แสดงผลแบบ Paging

เปิด paging ใน list view แล้วจำกัดจำนวน item ที่จะเห็นในหน้าจอ จะช่วยลดปริมาณข้อมูลที่ต้องดึงมาแสดงผลที่หน้าจอได้

setting

ไม่ได้มีเลขเป๊ะ ๆ ว่าควรแสดงกี่รายการ แต่ส่วนใหญ่ที่ทำมักจะใช้ในช่วง 10 – 50 รายการต่อหน้าจอครับ

3. ลดการใช้งาน Association

ปกติจะใช้ร่วมกับ List Display ในกรณีที่เราเก็บ ID เป็น reference ไว้ แล้วต้องการไปดึงค่า Value ออกมาแสดงโดยอ้างอิงจาก ID

ถ้าเราอยากให้ performance ในการโหลด List View เร็วขึ้น สามารถทำได้โดยการทำการ join ในข้อมูลตั้งแต่ data source เองเช่น การเขียน Stored procedure หรือเขียน view ใน SQL ก็จะช่วยลดการทำงานในส่วนของ List Display และ association นี้ลงได้ (แต่ถ้าไม่ได้ช้ามาก ใช้ association ก็สะดวกดีครับ)

4. ลดจำนวน Column ที่แสดงใน List View

จำนวน column ที่แสดงน้อยลงจะทำให้ตอน bind เข้า List view สามารถแสดงผลได้รเ็วขึ้นไปอีก อ่อ..ต้องลบออกนะครับ ไม่ใช่แค่ซ่อนด้วย Visible = false

removeColumn

5. ลดจำนวน Properties ที่ส่งกลับมาจาก SmartObjects

โดยปกติถ้าเราสร้าง SmartObjects จากตารางบนฐานข้อมูล ใน SmartObjects จะมีจำนวน Properties เท่ากับจำนวนคอลัมน์ในตารางเลย ซึ่งเราสามารถไปลบ properties นี้ออก หรือเลือกให้ส่งกลับมาเฉพาะ properties ที่เราจะใช้ก็พอ

bind.png

หรือถ้ามีคนอื่นใช้ method นี้อยู่ด้วย ไปสร้าง method แยกไว้สำหรับหน้านี้โดยเฉพาะก็ยังได้ครับ

6. แสดงไฟล์ใน List View ด้วยลิงค์สำหรับดาวน์โหลด แทนที่จะแสดง file content

กรณีถ้าเราต้องโหลดไฟล์ขนาดใหญ่หรือไฟล์เล็ก ๆ จำนวนมากใน 1 หน้าจอก็ตาม การแสดงผลด้วย data type เป็น File จะโหลดไฟล์จริงขึ้นมาด้วย ถ้ายิ่งไฟล์มีขนาดใหญ่ ก็จะใช้ระยะเวลานานในการโหลดข้อมูล

fileListView.png

เราสามารถเปลี่ยนวิธีการเก็บไฟล์ไปอยู่บน shared network path หรือ Content Management System (CMS) เช่น SharePoint แทนได้ และแสดงผลเป็นลิ้งค์แทน เมื่อผู้ใช้งานต้องการเปิดไฟล์ ค่อยกดลิ้งค์ที่เราแสดงเพื่อไปโหลดไฟล์นั้นตรงจากที่ที่เราเก็บไฟล์ไว้ได้

7. ใช้ Input Properties ในการดึงข้อมูลแทนที่จะใช้ Filter

Filter นั้นมีความสามารถในการช่วยกรองข้อมูลที่จะแสดงใน List View ได้ด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการใช้ Filter นั้นทำให้การแสดงผลใน List View ช้าลง เพราะข้อมูลจะถูกดึงมาทั้งหมดก่อนจึงจะมากรองออกด้วย Filter เพื่อแสดงผลในหน้าจอ

filter.png

การใช้ Input properties นั้นหลังบ้านมันคือการใส่ Where casue ว่า Input properties = ‘Value’ นั่นเอง ทำให้สำหรับหลายกรณี เจอว่า Input Properties นั้นไม่เพียงพอ เพราะต้องการค้นหาด้วยเงื่อนไขอื่นเช่น Contains, Greater than บ้าง

วิธีปรับคือพยายามควรป้อนข้อมูลใน Input properties ได้มากที่สุดก่อนเพื่อลดปริมาณข้อมูลที่ต้องโหลดขึ้นมา แล้วจึงเลือกใช้ Filter ต่ออีกทีเพื่อใส่เงื่อนไขแบบซับซ้อนลงไป หรือถ้าพบยังไม่เพียงพอ ผมก็จะใช้ View หรือ stored procedure มาช่วยรองรับเงื่อนไขแบบซับซ้อนครับ

8. ตรวจสอบว่าไม่โหลดข้อมูลซ้ำ 2 รอบ

ในการสร้าง List View ต่อกับ SmartObjects จะมี option ที่หน้า general ตรงด้านล่างว่าจะให้ Call this method when the form loads เลยหรือไม่

ถ้าไปติ๊กเลือก option นี้ระบบจะไปสร้าง rule Get List ไว้ใน View Initilize และถ้าลากไปใช้ใน Form Method Get List นี้ก็จะถูกเรียกใน Form Initilizing ด้วย (นอกจากนี้ด้วยค่า default ไม่ได้ใส่ input properties เลยทำให้มันจะดึงข้อมูลขึ้นมาทั้งหมด!!)

ListViewsGet.png

เคสที่เคยเจอคือมีไปเลือก option นี้ใน View ทำให้มีการโหลดข้อมูลแบบทั้งหมดขึ้นมา และเพิ่ม rule ใน Form initilzing ต่อ โดยโหลดข้อมูลแบบใส่ input properties ทำให้ตอนทดสอบแสดงผลที่หน้าจอถูกนะ แต่กว่าจะเปิดขึ้นมาทีช้ามาก วิธีแก้คือไปเอา rule นี้ออกซะ หรือเพิ่มเงื่อนไขให้เช็คก่อนใน View Initilize

9. ปิดการใช้ SmartForm ListView Row Count

จากที่เคยเขียน Blog ว่าด้วยเรื่องการแสดง Paging ใน Listview และ แก้ปัญหา SmartObjects สร้างข้อมูลซ้ำ หลังบ้านมีการทำงานโดยไปเรียก List method ขึ้นมา 2 ครั้งเพืื่อหาจำนวน page และเพื่อแสดงรายการ ทำให้เวลาในการโหลดข้อมูลนานขึ้น การไปตั้งค่า SmartObject.RuntimeListViewRowCount = false ก็จะช่วยให้ List method ต่าง ๆ ทำงานได้เร็วขึ้น

10. Tuning data source

ข้อนึงที่มักจะมองข้ามกัน คือการตรวจสอบที่ data soruce ตั้งต้นด้วยครับ ว่าเรียกใช้งานตรงๆ (ด้วยค่า input เดียวกับที่เราเรียกใน List view) ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ ถ้าระยะเวลาในการโหลดนานย่อมส่งผลต่อการเรียกผ่าน List View ไปด้วย

ส่วนวิธีแก้ให้ทำการปรับแต่งตั้งแต่ที่ data source ด้วยครับ เช่นการใส่ index ใน view หรือ table, การแก้ logic ที่ web service หรือ stored procedure ให้ทำงานเร็วตั้งต้นทาง

สำหรับเทคนิคที่ได้แนะนำไปมีทั้งทำง่าย ๆ ปรับตามได้เลย จนไปถึงยากมีต้องใช้ effort ในการทำที่มากน้อยต่างกันไป ขอให้ลองเลือกใช้ให้เหมาะสมนะครับ ว่าจะเลือกปรับตามข้อไหนและความเร็วที่ได้จากการ tuning นั้นคุ้มค่ากับที่เราลงแรงทำไปหรือเปล่า

ย้อน version ของ K2 component ยังไงกันนะ?

Blog นี้เริ่มจากคำถามจากทางบ้านนะครับ ว่าในการพัฒนา K2 เห็นมีการเก็บ version ไว้ ทั้ง Workflow , SmartForm และ SmartObject

version.png

แต่ยังหาวิธีการย้อน version ไม่เจอว่าต้องทำยังไง ใน blog นี้เลยจะบอกวิิธีการของแต่ละส่วนครับ

1. Workflow

เริ่มด้วยการย้อน version ของ workflow ก่อนนะครับ เพราะเป็นส่วนที่ทำได้ง่ายที่สุดแล้ว เราสามารถเข้าไปดู version ของ workflow ได้ผ่านทาง K2 Workspace หรือ K2 Management (สำหรับ version 4.7 ขึ้นไป)

สำหรับ K2 Workspace ไปที่เมนู [Server name] -> Workflow Server -> Processes -> [Process Name] -> Versions

processVersion.png

สำหรับ K2 Management ไปที่ Workflow Server -> [Workflow name] แล้วกดที่ tab Versions

processVersion47

โดยในทั้งสองไซต์ เราสามารถเลือกย้อน version ในการทำงานของ workflow ได้โดยเลือกกดที่ Set as default (มีผลเฉพาะกับ workflow ที่ยังไม่ start มานะครับ) และสามารถเลือก Download workflow version นั้น มาแก้ไขได้อีกด้วย

2. SmartForm

การย้อน version ของ smartform สามารถทำได้โดยใช้ stored procedure ที่ชื่อ Form.mRevertToVersion โดยสามารถย้อนได้ทั้ง View และ Form

สามารถตามไปอ่านวิธีการ step by step ได้ที่ -> How to roll back to a deleted or previous version of a View or a Form

3. SmartObjects

SmartObject นั้นเก็บโครงสร้างอยู่ที่ database ของ K2 แยกตาม version ที่ deploy ไป ดังนั้นการย้อน version SmartObject นั้นต้องทำตรงที่ database เลย โดยไม่ได้มี stored procedure ช่วย เหมือนการย้อน SmartForm

วิธีการทำก็คือ ต้องใช้ SQL Command ในการ update โดยนำ XML ใน SmartObjectXML ของ version ที่ต้องการย้อนกลับไป นำมาอัพเดทให้ version ล่าสุดนั่นเอง

smoVersion.png

ย้อน version SmartForm กับ SmartObject เป็นการทำงานตรงกับ database ของ K2 ซึ่งอาจมีโอกาสเกิดความผิดพลาดกับ database แนะนำว่าไม่ควรทำบนเครื่อง Production และให้ backup database K2 ทั้งก้อน ก่อนจะเริ่มทำนะครับ

5 extensions น่าใช้และฟรี!! ใน K2 Community (ภาคสอง)

จากที่ได้รวบรวม 5 extensions น่าใช้และฟรี!! ใน K2 Community (ภาคหนึ่ง) ไปใน blog ก่อนหน้า ซึ่งได้แนะนำ extensions ส่วนใหญ่ที่เป็น control ไว้ใช้งานที่หน้าบ้าน blog นี้จะขอรวม extension หลังบ้านบ้างครับ ไปดูกันเลยว่ามีตัวไหนน่าสนใจบ้าง

ลำดับที่หนึ่ง: File service broker V2.0 (Download link)

Broker ตัวนี้ช่วยให้คุณสามารถเก็บไฟล์ลงบน server หรือ shared drive แทนที่จะเก็บลง database ได้อย่างง่ายดาย ใน version 2.0 นี้ยังเพิ่มความสามารถในการ ดึงไฟล์มาทั้ง folder ได้อีกด้วยนะ

FileSystem.png

ลำดับที่สอง: Excel Import and Excel Export

รวมมากัน 2 รายการเลยทีเดียว สำหรับการทำงานร่วมกับ Excel ไฟล์ เริ่มด้วย Excel Import (Download Link) เอาไว้สำหรับ upload file excel เข้า smart object  จากตัวอย่างในรูป เราจะเอาข้อมูลในไฟล์ TestData.xlsx ไปเข้า smartobject ชื่อ soExcelTest

excel

หลังจากมีการ import เข้า smartobject ไปแล้ว บางครั้งเราก็ต้องการเอาข้อมูลออกมาในรูปแบบของ Excel file เพื่อเอาไปใช้ทำงานต่อ ก็ใช้งานผ่านตัวนี้ได้เลย Excel Export (Download Link) ตัวนี้เป็น Control บน smartform นะ

แถมอีกตัว Excel Service Broker (Download Link) ข้างในจะมี method ให้ใช้งานประกอบไปด้วย GetCellValue, SaveCellValue, GetWorksheetNames และ GetWorksheetValues ตัวนี้จะต่างจากตัวที่ import excel เข้ามาเพราะเป็นการดึงค่าหรือบันทึกค่าตรง ๆ ลง excel file เลย

ลำดับที่สาม: Datafield Editor (Download Link)

Datafield เป็นตัวแปรที่เราสร้างขึ้นเพื่อไว้เก็บค่าต่าง ๆ ในการทำงานบน workflow ทั้งดึงค่ามาใช้ผ่าน smartobject หรือคำนวณค่าต่าง ๆ ใน workflow เอง ทีนี้ถ้า start workflow ไปแล้วเกิดมีการทำงานดึงค่าผิดขึ้นมา แล้วเรายังอยากให้ workflow นี้ทำงานต่อได้ เราสามารถใช้โปรแกรมนี้ในการเข้าไปแก้ไขค่านี้ตรง ได้เลย (แต่ทางที่ดี ก็ควรแก้ workflow ให้มันทำงานถูกต้องนะ จะได้ไม่ต้องมาตามแก้ทุกงาน)

datafield edtior

ลำดับที่สี่: ODBC Service Broker (Download Link)

จาก Blog [Smart Object] – K2 & MySQL (แบบไทย) ก่อนหน้าที่จะดึงข้อมูลจาก MySQL ก็ใช้ความสามารถของ ODBC เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อนีแหล่ะ

clip_image0025.jpg

ลำดับที่ห้า: Worklist service broker (Download Link)

สุดท้ายกับ Worklist Service Broker ตัว extension นี้ช่วยให้เราสามารถดึงข้อมูล worklist ขึ้นมาผ่าน smartobject ได้ นอกจากนี้ยังสามารถสั่ง action หรือ reditect ได้อีกด้วย

WorklistService

แต่งานส่วนใหญ่ที่เอา extension นี้มาใช้เพื่อทำ worklist ที่ต้องการแสดงคอลัมน์ที่เก็บไว้ในฐานข้อมูลอื่นมาแสดงด้วย ไว้วันหลังมีโอกาสจะมาเขียนวิธีการทำให้ดูนะครับ

ของใน Community โหลดมาใช้งาน ถ้าเจอบั๊ก เปิด ticket ไม่ได้นะ แต่สามารถโพสต์ถามใน community, Email ไปถามเจ้าของ extension หรือส่วนใหญ่เจ้าของก็มักจะแจก source code ให้เรามาด้วยอยู่แล้ว จะเอามา debug เพื่อแก้หรือเขียนเพิ่มไปเลยก็ได้ครับ

ไว้ถ้าได้ไปเจอ extension ตัวไหนน่าสนใจอีก จะนำมาแชร์กันอีกนะครับ วันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ 🙂

Consume REST Services with K2

สวัสดีครับ เนื่องจากใน K2 4.7 มี broker ใหม่เพิ่มเข้ามา และเป็น broker ที่เราน่าจะได้ใช้กันเยอะในอนาคต broker ตัวนี้ก็คือ REST service broker นั่นเอง

การเชื่อมต่อ REST service ใน K2 จะแตกต่างจากการเชื่อมต่อ web service อื่นๆ อยู่ตรงที่ เรารู้แค่ url ของ web service นั้นไม่พอ สิ่งที่ต้องมีถัดไปคือ descriptor file ใน format ของ JSON ถ้าเป็น REST service ที่เราเขียนเองก็อาจจะไม่ยาก เพราะเราสามารถ generate JSON ออกมาจาก swagger ที่เราเขียนได้ แต่ถ้าไม่ได้เขียนเองมี option ตามด้านล่าง

โดยในส่วนที่อยู่ใน blog นี้จะเป็นการเขียนเอง

ถ้าจะเขียน descriptor เอง เราควรรู้อะไรบ้าง?

  • Format ที่ REST Service response ออกมา
  • Swagger syntax ที่จะใช้เขียน เพื่อทำ mapping กับ service ที่เราจะใช้

ผมเลือก service จาก Accuweather (https://developer.accuweather.com) มาลองดู สามารถสมัครมาลองใช้ได้ฟรี แต่ service ก็จะ limit หน่อย (ถ้าใครอยากลอง ก็ไปสมัครแล้ว register app ก็จะได้ API Key ที่ต้องใช้ในมา) ใช้ได้ไม่กี่อัน แต่หลักๆ ของ service ที่มีให้คือ การพยากรณ์ต่างๆ

Weather API

ที่เราจะใช้กันคือ Location API เพื่อหาพื้นที่ที่ต้องการ กับ Forecast API เพื่อดูพยากรณ์ (จริงๆ อยากใช้ Weather Alerts มากกว่า แต่แบบฟรีใช้ไม่ได้ T-T)  อย่างที่บอก เริ่มแรกคือ ต้องไปลองเรียก REST Service เพื่อให้ return response มาซะก่อน

API Response

พอได้ response เราก็เอามาเขียน swagger เพื่อที่จะ generate เป็น descriptor กัน รายละเอียดเกี่ยวกับ swagger ลองอ่านดูตาม link ด้านล่างนะครับ

Tool ที่ผมใช้ในการเขียน swagger ก็มาจาก swagger.io นี่แหละ ใช้เป็นแบบ online เลยง่ายดี สามารถเข้าไปได้ที่ http://editor.swagger.io  ถ้าเขียนเสร็จแล้วก็น่าจะได้ format แบบด้านล่างนี่ล่ะ

Swagger UI

สิ่งที่ควรระวังตอนเขียน swagger คือ ในบางกรณีที่เรามีการเรียกใช้ reference object ซ้อนๆ กัน การประกาศบางแบบอาจจะเรียกใช้ไม่ได้ใน K2 นะครับ แบบที่ใช้ได้จะมีตัวอย่าง file swagger ที่เขียนให้ download ตอนท้ายบทความครับ

เมื่อเขียนเรียบร้อย เราสามารถ generate JSON file ได้โดยเลือกเมนู File -> Download JSON

Download JSON

พอได้ file มา เราก็เอามา register กับ K2 โดยผ่าน SmartObject Service Tester

02-Register REST

03-Register 2

หลังจาก register แล้ว เราก็จะเห็น object ที่สามารถเรียกได้ตามด้านล่าง

04-After Regist

จะเห็นว่า มี method พวก Serialize กับ Deserialize มาด้วย method พวกนี้จะเป็น method สำหรับดึงค่าจาก type ที่ return มาเป็น structure เหมือนกับที่เราใช้ K2 ต่อกับ SAP หรือ web service อื่นๆ จากนั้นลองสร้างเป็น smartobject แล้วทดสอบดู

05-Test City Search

อย่างแรกเลยคือ call City Search เพื่อหาเมือง เพิ่งรู้นะเนี่ยว่า กรุงเทพฯ มีที่อินโดนีเซียด้วย พอได้แล้ว ผมก็เอา Key ไปใช้เพื่อหา forecast ของ 5 วันข้างหน้า

06-5 day forecast

ใน method นี้จะ return Headline หรือคือ พาดหัวข่าวสำคัญ เช่น ฝนจะตกหนักวันไหน กับรายละเอียด forecast มาเป็น object ส่วนที่เราต้องทำถัดไปคือ เอา xml ยาวๆ ที่ได้ ไป call method Deserialize เพื่อให้แสดงผลออกมาเป็น property ออกมา

ส่วนของ Headline ผมได้ xml ตามด้านล่างออกมา

{“$type”:”Accuweather.k2RESTidentifier_Headline, Accuweather, Version=0.0.0.0, Culture=neutral, PublicKeyToken=null”,”EffectiveDate”:”2017-08-13T01:00:00+07:00″,”Text”:”A thunderstorm late Saturday night”,”Category”:”thunderstorm”,”Link”:”http://www.accuweather.com/en/th/bangkok/318849/daily-weather-forecast/318849?lang=en-us&#8221;}

ผลหลังจากการ call โอ๊ะ!!! ฝนตกหนักคืนวันเสาร์ตอนดึกๆ

07-Headline Call

ส่วนของพยากรณ์จะได้เป็น array ออกมา

{“$type”:”Accuweather.k2RESTidentifier_DailyForecast[], Accuweather, Version=0.0.0.0, Culture=neutral, PublicKeyToken=null”,”$values”:[{“$type”:”Accuweather.k2RESTidentifier_DailyForecast, Accuweather, Version=0.0.0.0, Culture=neutral, PublicKeyToken=null”,”Date”:”2017-08-10T07:00:00+07:00″,”Link”:”http://www.accuweather.com/en/th/bangkok/318849/daily-weather-forecast/318849?day=1&lang=en-us&#8221;},{“$type”:”Accuweather.k2RESTidentifier_DailyForecast, Accuweather, Version=0.0.0.0, Culture=neutral, PublicKeyToken=null”,”Date”:”2017-08-11T07:00:00+07:00″,”Link”:”http://www.accuweather.com/en/th/bangkok/318849/daily-weather-forecast/318849?day=2&lang=en-us&#8221;},{“$type”:”Accuweather.k2RESTidentifier_DailyForecast, Accuweather, Version=0.0.0.0, Culture=neutral, PublicKeyToken=null”,”Date”:”2017-08-12T07:00:00+07:00″,”Link”:”http://www.accuweather.com/en/th/bangkok/318849/daily-weather-forecast/318849?day=3&lang=en-us&#8221;},{“$type”:”Accuweather.k2RESTidentifier_DailyForecast, Accuweather, Version=0.0.0.0, Culture=neutral, PublicKeyToken=null”,”Date”:”2017-08-13T07:00:00+07:00″,”Link”:”http://www.accuweather.com/en/th/bangkok/318849/daily-weather-forecast/318849?day=4&lang=en-us&#8221;},{“$type”:”Accuweather.k2RESTidentifier_DailyForecast, Accuweather, Version=0.0.0.0, Culture=neutral, PublicKeyToken=null”,”Date”:”2017-08-14T07:00:00+07:00″,”Link”:”http://www.accuweather.com/en/th/bangkok/318849/daily-weather-forecast/318849?day=5&lang=en-us&#8221;}]}

ผลหลังจากการ call ก็เป็นตามด้านล่าง

08-DailyForecast Call

จริงๆ ค่าที่ REST return มามีมากกว่าที่ผมเอามาแสดง แต่ผมเขียน swagger เพื่อเอาค่ามาเฉพาะที่ต้องการเท่านั้น (ขี้เกียจนั่นเอง = =’) ถ้าใครอยากดูตัวอย่างการเขียน swagger กับ file JSON ที่ generate ออกมาได้สามารถ download ได้ตาม link ด้านล่างนะครับ

สำหรับคราวนี้ก็ขอลาแต่เพียงเท่านี้ พบกันใหม่คราวหน้าครับ 🙂

 

 

 

 

[Patch] – K2 4.7 Release Note แบบไทยๆ

สวัสดีครับ หายหน้าหายตาไปนาน รอบนี้กลับมาพร้อมกับ major release ของ K2 ซึ่งก็คือ K2 4.7 นั่นเอง สำหรับรอบนี้ผมอาจจะเขียนเป็น overview ก่อนว่า K2 มีอะไรใหม่ๆ ออกมาบ้าง และค่อยไปลงลึกในแต่ละส่วนใน blog ถัดๆ ไป (จะได้เขียนไหม 555) แล้วกัน ถ้าใครอยากดู release note แบบเต็มๆ ก็สามารถดูได้ที่ http://help.k2.com/kb001745 และสำหรับ compatible matrix ของ K2 4.7 สามารถดูได้ที่ http://help.k2.com/blackpearl/support-matrix ครับ

 

    OS and Software Support

  •     OS – ไม่ support Windows 2008 R2 แล้ว ส่วนฝั่ง client ก็ต้องเป็น Windows 8.1 ขึ้นไป

server-support

client-support

  •    SQL – Support Azure SQL Database แล้ว minimum เป็น Azure SQL S2 และ recommend เป็น Azure SQL P1 ซึ่งจะ support เฉพาะการลง K2 ใหม่เท่านั้น ไม่สามารถนำ database เก่าจาก SQL version อื่นมา restore แล้ว upgrade ได้  ถ้าเป็น on-premise support SQL Server 2016 เรียบร้อย ส่วน SQL Server 2008 R2 ไม่ support แล้วตามๆ กันไปกับ Windows 2008 R2

sql-support

  • SharePoint –  Support SharePoint 2016 แล้ว ส่วน SharePoint 2010 หมดการ support
  • Visual Studio – Support Visual Studio 2015 และ 2013
  • .NET Framework – Require ว่าต้องลง 4.6.1 แต่ตรงนี้ควรระวังนิดนึงนะครับ เพราะ K2 4.6.11 ไม่ support .NET Framework 4.6.1 ดังนั้น ถ้า upgrade ต้องดู step rollback ดีๆ
  • Exchange – Support Exchange 2013 – 2016
  • InfoPath – ไม่มี support แล้วใน K2 4.7
  • Oracle – Support Oracle 12c (Release 1) ลงไปถึง Oracle 11g (Release 1)
  • Browser – ทั้ง Design time และ Runtime support IE 11 อย่างเดียว ไม่มีวี่แววของ Microsoft Edge โดยรายละเอียดของ version support ตามด้านล่าง

Internet Explorer 11.0.10240.17071
Chrome 53.0.2785.101 m
Firefox 48.0.2
Safari Version 9.1.2 (Windows support deprecated. Latest Safari version is only supported on Mac)

 What’s New

K2 blackpearl

  • REST Endpoint Broker with Swagger support
  • Package and Deployment
    • สามารถทำการ Package by Reference ได้ ซึ่ง feature นี้จะทำให้ไม่ต้อง package ทุก items ลงไปใน package เดียวกัน
    • Performance enhancement
    • Package Analyzer – ไม่มีให้เลือก Full Analysis กับ Partial Analysis อีกต่อไป และ ‘Automatically analyse after each change’ จะไม่เป็น default option ซึ่งจะช่วยให้ performance ในการทำงานเร็วขึ้น
  • K2 Workspace – Management console ใน K2 Workspace จะมี site แยกมาเป็น K2 Management Site (Management console เดิมจะยังสามารถใช้งานได้ใน K2 4.7 แต่ recommend ให้เปลี่ยนไปใช้ K2 Management Site แทน เพราะต่อไปน่าจะถูกเอาออก)

4-7-dashboard

  • Out of Office Notification – มีการส่ง email notify ให้คนที่ถูก forward งานไปให้จากการทำ Out of Office
  • Activity and Event System Name – ตอนนี้ Activity กับ Event มีการใช้ concept ของ System Name แล้ว เพื่อให้ไม่มีปัญหาตอนทำ package and deployment กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงชื่อ Activity หรือ Event

K2 smartforms

  • Dependencies – เพิ่ม dependencies check report สำหรับดูว่า มี item อะไรที่มีปัญหา หรือต้องทำการแก้ไขก่อนการทำ package
  • Controls
    • Barcode – Capture barcode ผ่าน K2 Mobile app (iOS)
    • Image Annotation – ถ่ายรูปแล้วใส่ annotation ผ่าน K2 Mobile app (iOS)
    • Tree Control – เพิ่ม keyboard navigation, search, Async loading
    • Worklist Control – Sorting Status column ได้
  • Runtime performance improvement
  • SmartForms email – ปรับไปใช้ configure เดียวกับของ K2 blackpearl และถ้า error จะมี log อยู่ใน hostserver log แล้ว
  • Installer – K2 SmartForms Control Pack ถูก merge เข้ากับ K2 SmartForms แล้ว ทำให้ run setup ครั้งเดียวได้

 

จะเห็นว่า ส่วนที่น่าสนใจและน่าจะกระทบกับการทำงานเยอะๆ จะเป็น K2 Management Site, Dependencies check report ของ SmartForms และ Package Deployment ที่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น แล้วจะมาเขียนรายละเอียดให้อ่านกันอีกรอบนะครับ สำหรับวันนี้ขอจบแต่เพียงเท่านี้ครับ 🙂

[K2 Blackpearl] Performance enhance โดย K2 Archiving

สวัสดีครับ วันนี้ขอนำเสนออีกหนึ่ง feature ของ K2 ที่ไม่ค่อยได้กล่าวถึงและใช้งานกันสักเท่าไหร่นะครับ ซึ่ง feature นี้ก็คือ K2 Archiving ตามหัวข้อนั่นเอง

เมื่อเราใช้งาน K2 ไปสักระยะหนึ่ง ขนาดไฟล์ของ database K2 นั้นก็จะเพิ่มขึ้นไปตามปริมาณการใช้งานไปด้วย การลดขนาดของ database ได้นั้นจะช่วยให้การทำงานโดยภาพรวมของระบบเร็วขึ้นทั้งส่วนของ K2 และส่วนของ MS SQL Server ด้วย  Archiving เป็น feature ที่มีเพื่อทำการย้ายข้อมูลของ process ของ K2 ที่จบการทำงานแล้วเท่านั้น ไปไว้ใน database อีกก้อนนึง

เรามาดูขั้นตอนการทำ archiving กันครับ

  1. สร้าง database ก้อนใหม่ใน MS SQL Server (ต้องอยู่ใน instance เดียวกันกับ K2) ในตัวอย่างผมตั้งชื่อว่า K2Archive01-CreateArchivingDB
  2. เข้า K2 workspace ไปที่เมนู Management Console -> [K2 Server Name]  -> Workflow Server -> Archiving02-ArchivingMenu
  3. ในส่วนของ Archive Database ให้กด Select แล้วเลือก database ที่เราสร้างไปในข้อที่ 103-SelectDB
  4. เลือกวันที่ From Date และ To Date (ตรงนี้แนะนำให้เก็บของปีปัจจุบันไว้ครับ เช่น เลือกตั้งแต่ 01/01/2014 – 31/12/2015)
  5. กด Archive แล้วรอจนขึ้นว่า Archiving completed successfully  ระยะเวลานั้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลครับ บางที่ถ้าข้อมูลเยอะ อาจะต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง

หลังจากทำการ Archiving เสร็จสิ้น ลองเข้ามาตรวจสอบในหน้า Process Overview ดู ก็จะพบว่าปริมาณงานในหน้ารายงานนี้จะลดลงไป รวมข้อขนาดก้อนของ database ก็ลดลงด้วยเช่นกัน

04-Completed

Process ที่ถูก archive ไปแล้วจะไม่สามารถดูรายงานได้  เพราะฉะนั้นจึงแนะนำให้เลือกช่วงเวลาย้อนหลังไปหน่อย เพื่อย้ายงานที่เก่าที่ไม่ต้องการดูรายงานหรือไม่ต้อง audit แล้วเท่านั้น อย่างไรก็ตามเราสามารถที่จะนำข้อมูลที่ archive ไปแล้ว มา restore กลับคืนใน database ของ K2 ได้ โดยใช้หน้าจอเมนูเดียวกันครับ

ส่วนของการทำ Archiving ก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อการทำ enhance performance นะครับ ต่อไปถ้ามีโอกาสจะนำเทคนิคการ tuning performance ข้ออื่น ๆ มานำเสนออีกครับ ส่วนวันนี้…สวัสดีครับ 🙂

[K2 blackpearl] – หาชื่อคนทำ action ใน activity

สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งกับ blog ของ K2 Ranger คราวนี้เป็นคำถามเกี่ยวกับ workflow โดยปกติ K2 จะมี log อยู่แล้วว่า ใครทำอะไร และทำเมื่อไหร่ ซึ่งสามารถดูได้จาก report ของ K2 หรือใช้ SmartObject ชื่อ “Activity Instance Destination” (อยู่ใน category Workflow Reports -> Workflow General ดึงข้อมูลออกมาแสดง)

Activity Instance Destination

แต่ทีนี้มีคำถามว่า ถ้าเราอยากดึงข้อมูลใน workflow ณ ขณะนั้นหลังจาก user ทำ action มาเลยได้ไหม??? เพราะเราอยากจะส่ง email ไปแจ้งเตือนว่า มีคนทำ action นี้ หรือบางกรณีเพื่อเก็บชื่อคน action ใน activity นี้ส่งไปทำงานใน activity ถัดไป

อย่างแรกที่ต้องทำคือ set plan ใน Destination Rule Options เป็น “All at once” ซึ่งการเปลี่ยน plan ตรงนี้ต้องกดเข้า Advance Mode ของ Destination Rule ก่อน

All at Once

จากนั้นขึ้นกับว่า เราจะอยากได้ข้อมูลอะไรของ user ที่ใช้บ่อยๆ ก็จะเป็น Name (SAMAccount name ใน AD), Email หรือ FQN ไปเก็บไว้ที่ไหน ในรูปจะเป็นการ transfer FQN ของ user ใส่ datafield เพื่อนำไปใช้ต่อผ่าน Data Event แต่เราก็สามารถเอาไป save ลงใน database ผ่าน SmartObject event ก็ได้เช่นกัน โดยต้องเอา Data Event หรือ SmartObject Event นั้นใส่ไว้ใน activity เดียวกันกับ activity ที่ user ทำ action

Activity

Activity Destination Instance

ถ้าเราไม่ได้เข้า Advance Mode แล้วเปลี่ยน plan เป็น “All at once” การดึงข้อมูล user ตรงนี้จะได้เป็นข้อมูล service account หรือได้ค่าว่าง (จำได้ว่า ก่อน 4.6 จะเป็นค่าว่าง แต่มีคนเทสตอนเป็น 4.6.11 แล้วได้ service account)

สำหรับคราวนี้ขอจบแต่เพียงเท่านี้ครับ สวัสดีครับ

 

[K2 SmartForms]+[SmartObject]-เปลี่ยน SmartBox Services เป็น SQL Server Services

สวัสดีครับ…หลายๆ คนที่เคยเห็นหรือเคยทำ K2 คงจะคุ้นเคยกับ SmartBox services ไม่มากก็น้อย ข้อดีของ SmartBox services ก็คือ ใช้งานง่าย และสร้าง data structure ได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็มีข้อเสียสำคัญอยู่ก็คือ data structure ที่สร้างด้วย SmartBox services นั้นจะโดนสร้างอยู่ใน database K2 เลย ในระยะยาวจะทำให้ database K2 ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และไม่สามารถ archive เฉพาะ data ของ SmartBox service ใน database K2 ออกไปได้ ซึ่งจะมีผลทำให้ performance แย่ลง และ maintain database ยากขึ้น

เราอาจจะมีคำถามว่า แต่ถ้าใช้ไปแล้วจะทำอย่างไรล่ะ?? สิ่งที่เรารู้สึกน่าจะเป็นเพลง จะกลับตัวก็ไม่ได้~ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง~  แต่เดี๋ยวก่อน!!! เรามีทางออกให้คุณอยู่ 3 แบบด้วยกัน

  1. สร้างใหม่หมด – อันนี้เป็นในกรณีที่สร้างไว้ไม่เยอะ และคิดว่า สร้างใหม่ง่ายกว่า
  2. สร้าง SmartObject ทับของเดิม – ทางนี้ง่ายตอนสร้าง SmartObject แต่จะต้องตามไปแก้ rule ใน SmartForms ที่เรียกใช้ด้วย วิธีนี้ใช้ วิธีเดียวกับที่เราใช้ตอนเปลี่ยนแปลง data structure ของ table นั่นเอง
  3. แก้ method ใน SmartObject ให้ชี้ไปที่ใหม่ – ยากกว่าตอนสร้าง SmartObject แต่ไม่ต้องตามไปแก้ rule ใน SmartForms (ในเคสที่ผมทดสอบแบบง่ายๆ ไม่ต้องแก้ แต่ว่าถ้าเป็น application ที่ซับซ้อนยังไม่ได้ทดสอบนะครับ) *แนะนำให้ใช้วิธีนี้จะดีกว่าครับ

 

Common Step

ในการทำทั้งวิธีที่ 2 และ 3 สิ่งที่ต้องทำก่อนจะมีตามนี้ครับ

  • Generate script สร้าง table ที่เราต้องการจะย้ายออกมาจาก SmartBox services ซึ่งสามารถไปดูได้ใน database K2 schema dbo
  • ได้ script มาแล้ว ก็เอามาสร้างใหม่ใน database ที่ต้องการ
  • Register SQL Service Instance ที่เชื่อมต่อกับ database นั้นให้เรียบร้อย

 

สร้าง SmartObject ทับของเดิม

เมื่อทำตาม Common step เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลามาแก้ SmartObject ของเรากัน

  • เปิด SQL Service Instance ที่ต้องการ
  • Click ขวาที่ table ที่ต้องการ แล้วเลือก “Create SmartObject”

Create SMO

  • ที่หน้าสร้าง SMO ให้ใส่ชื่อให้ตรงกับ SmartObject เดิม และกดปุ่ม “Get Exisint Guid” เพื่อดึง Guid ของ SmartObject เดิมมา แล้วก็กดปุ่ม “Publish SmartObject”

Get existing GUID

  • เมื่อสร้างเรียบร้อยแล้ว ถ้ามาลองใช้งาน application ดู จะพบว่า บาง action จะ error เป็นเพราะว่า ชื่อ method ของ SmartObject ที่มาจาก SmartBox กับ SQL Service จะใช้คนละชื่อกัน (อย่างเช่น Get List กับ List, Save กับ Update)

Error Get List

  • สิ่งที่ต้องทำถัดไปก็คือ ไปแก้ใน Rule ของ Form และ View ที่เราใช้งาน (จะมี error บอกอยู่หน้า action ที่ต้องแก้) และหลังจากเลือก method ใหม่แล้วก็ต้องมา configure mapping ใหม่ด้วย

Error In Rule

Error In Rule 2

  • เมื่อแก้ไขเสร็จแล้ว application ก็จะใช้งานได้เหมือนเดิมครับ

 

แก้ method ใน SmartObject ให้ชี้ไปที่ใหม่

มาถึงอีกวิธีที่เราแนะนำกันดีกว่า

  • มี 2 วิธีที่จะแก้ method ของ SmartObject คือ แก้ตรงๆ ผ่าน K2 Designer บน web เลย หรือแก้ผ่าน K2 Studio / Visual Studio โดยผมจะแนะนำวิธีแก้ผ่าน K2 Studio / Visual Studio เป็นหลักนะครับ เพราะสามารถทำ composite SmartObject ได้ด้วย (ในกรณีที่มีการทำ Composite SmartObject ไว้ก่อนย้าย)
  • ก่อนอื่นให้ download file SmartObject .sodx ออกมาก่อน โดย click ขวาที่ SmartObject ที่ต้องการแล้วเลือก “To Sodx”

To sodx

  • เมื่อได้ file มาแล้วก็เอามาเปิดโดยใช้ K2 Studio / Visual Studio ให้กดเลือก method ที่ต้องการแก้ไขและกดปุ่ม “Edit”

Edit method

  • ที่หน้า Wizard หน้าแรกให้เลือก “Run the wizard in Advanced Mode”

Advanced Mode

  • ให้กด “Next” ไปจนถึงหน้าเลือก Service Object จะเห็นว่ามี Service Object เดิมอยู่ในกดปุ่ม “Remove” เพื่อลบ Service Object เดิม

Remove

  • เมื่อลบแล้วให้กดปุ่ม “Add” แล้วเลือก Service Object Method ที่ต้องการ

Select Method

  • เมื่อเลือกแล้ว จะมี list ของ property ที่มีใน method ที่เลือกมา ให้กดปุ่ม “Auto Map” เพื่อ map property ของ SmartObject เข้ากับ property ของ Service Object ได้เลย *ที่ใช้ Auto Map ได้ เพราะว่า ชื่อ Property ควรจะเหมือนเดิม แต่ถ้าเรามีแก้ชื่อ field ใน table อาจจะใช้ Auto Map ไม่ได้นะครับ

Auto map

  • ทำเสร็จแล้วก็กดปุ่ม “OK” และ “Finish” จากนั้นก็ทำอย่างนี้กับทุก method จนครบ
  • เมื่อแก้ method เรียบร้อยแล้ว ให้มาดูที่ SmartObject Property  ถ้ายังมี Property ที่ถูกเลือกเป็น Smart Box อยู่ ให้ uncheck ให้หมด

Uncheck SmartBox

  • จากนั้นก็ Deploy SmartObject ที่แก้แล้ว และลองทดสอบ Application ดูครับ

 

K2 version ที่ใช้ทดสอบในบทความนี้เป็น K2 4.6.11 นะครับ แต่คิดว่า น่าจะใช้งานได้ทุก version เพราะ concept จะเหมือนๆ กัน สำหรับคราวนี้ก็ขอลาไปเพียงเท่านี้ครับ 🙂