K2 Process Instance Removal Tool

ภาษาไทย => https://medium.com/k2-dev-th/k2-process-instance-removal-tool-cafaae886151

English => https://medium.com/k2-dev-en/k2-process-instance-removal-tool-6bf5e84189d

Advertisements

Task Name and Goto Activity in K2 Five

Thai version

https://medium.com/k2-dev-th/task-name-and-goto-activity-in-k2-five-2a498a7d9baa

English version

https://medium.com/k2-dev-en/task-name-and-goto-activity-in-k2-five-91c7dcf9d2bc

View story at Medium.com

การเพิ่ม Tab ที่เชื่อมโยงไปยัง SaaS (เช่น Smartform) บน MS Team #1

สวัสดีครับเพื่อนๆ บล็อกนี้จะพิเศษกว่าบล็อกอื่นๆเล็กน้อย คือผมไปเจอบทความที่น่าสนใจจะเพื่อนร่วมงาน ฝั่งยุโรป เลยขออนุญาต มาแปลเป็นภาษาไทย ให้ได้อ่านกันง่ายๆครับ

บทความนี้จะเกี่ยวกับการ customize Microsoft Team ให้แสดง Smartform ของ K2 ได้ครับสำหรับใครที่ยังไม่รู้จักกับ MS Team (ไว้ว่างๆ จะมาเล่าให้ฟัง) แต่เอาเป็นว่าอ่านไปเล่นๆ ก่อน

Translated with permission from  https://www.dragan-panjkov.com/adding-third-party-saas-as-a-tab-in-microsoft-teams

Tab บน MS Team เป็นช่องทางที่ดีมากๆ สำหรับการเชื่อมโยงกับเว็บภายนอก เพื่อให้เกิดการใช้งานและเข้าถึงข้อมูลเนื้อหาต่างๆ ได้ง่ายสำหรับผู้ใช้ทั่วไป ในบทความนี้จะผมจะแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการเชื่อมโยง SaaS ใดๆ เข้ามาไว้ใน Tab ใน Microsoft Team และทำให้กลายเป็นแอพที่ใช้งานผ่าน MS Team

To create a Tab for Microsoft Teams, we need to do the following:
ในการจะสร้าง Tab สำหรับ MS Teams ต้องทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. เราต้องตัดสินใจก่อนว่า Tab ที่เราจะเพิ่มเข้าไปนั้นจะเป็นแบบ Static หรือว่าแบบที่ Configure ได้ โดย แบบ Static จะใช้สำหรับ Personal Scope ส่วน Tab แบบที่ Configure ได้ จะสามารถใช้กับ Channel ใด หรือมากกว่าได้ หรือ อาจจะใช้กับ Group Chat ก็ได้เช่นกัน
  2. เข้าไปปรับแก้ หน้าเพจ ที่เป็น SaaS ให้รองรับการเป็น Content Page บน MS Teams ได้
  3. สำหรับ configurable tabs นั้นเราจต้องสร้างเพจสำหรับ configuration ด้วย แต่ถ้าเป็น Static Tab ก็ข้ามข้อนี้ไปได้เลย
  4. สร้าง app manifest ด้วย Teams App Studio.
  5. ใช้งาน app ที่สร้างขึ้นมาใหม่บน MS Teams

Static Tabs กับ Configurable Tabs

ความแต่ต่างทางเทคนิคหลักๆ ระหว่าง Static Tab กับ Configurable Tab ก็คือ URL ของ Content page สำหรับ Static Tab จะเป็นการระบุฝั่งไปตรงๆ ใน app manifest ซึ่งต่างจาก Configurable Tab ตรงที่เราไม่จำเป็นต้องฝั่ง Content page ลงไปที่ app manifest,  แต่จะใช้การบอกให้ manifest ชี้ไปยัง Configuration page ที่เราสามารถระบุ content page ที่ต้องการให้ใช้บน Tab ได้อีกทีหนึ่ง

สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับ Tabs สามารถตามไปอ่านได้ที่: https://docs.microsoft.com/en-us/microsoftteams/platform/concepts/tabs/tabs-overview

Configure page มาใส่ไว้ใน Tab

จาก ข้อที่สองก่อนที่จะนำ content page ของเราไปใส่ใน tab เราก็ต้องตระเตรียมให้เพจของเราพร้อมเสียก่อนโดยการ เพิ่ม reference ของ Microsoft Teams JavaScript client SDK ในหน้าเพจของเราโดยสร้าง script tag ตามตัวอย่างด้วย

msteam-tab01

และที่สำคัญ configuration pages จะต้อง handle configuration ของ tab โดย (อ่านรายเอียดเพ่ิมเติม):

  • เรียกใช้งาน
    microsoftTeams.settings.setSettings

    เพื่อที่จะ configure content page และค่าอื่นๆสำหรับ tab

  • และเรียกใช้งาน
    microsoftTeams.settings.setValidityState(true);

    เพื่อจะให้แสดงปุ่มบันทึกค่าบนหน้าต่างที่แสดงขึ้นเมื่อ หน้าสำหรับ configure ถูกโหลดขึ้นมแสดงเป็นหน้าต่างอีกหน้าต่างหนึ่ง

นอกจากนี้ ทั้ง Content page และ configuration page นั่นต้องอนุญาติให้ใช้งานผ่าน iframe ได้ สำหรับรายละเอียดอื่นๆ สามารถตามอ่านได้ที่ : https://docs.microsoft.com/en-us/microsoftteams/platform/concepts/tabs/tabs-requirements

App Studio

ถึงแม้เราเราจะสามารถสร้าง app manifest บน MS Team ได้ แต่การใช้ การสร้างด้วย App Studio เป็นทางเลือกที่ดีกว่า (อ่านเพิ่มเติมได้ที่: create manifest using App Studio). App Studio ในขั้นตอนนี้จะช่วยในการ ตรวจสอบ (validations) และ ช่วยเพิ่ม setting ที่จำเป็นให้อย่างอัตโนมัติ เช่น เมื่อเราเพิ่ม URL ใน configuration page, App Studio ก็จะไปเพิ่ม domain ของเพจนั้น ใน validDomains ให้อัตโนมัติ

เราสามารถ ติดตั้ง App Studio บน MS Teams จาก Teams Store ดังภาพ:

image

และเมื่อติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เราจะสามารถเรียกใช้ App Studio จาก MS Teams ได้:

image

เริ่มใช้งาน Apps บน MS Teams

เมื่อเราสร้าง app เสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็สามารถนำมาใช้งาน MS Team ได้ โดยวิธีที่ง่ายที่สุดคือการ upload ผ่าน link “upload a custom app” ดังภาพ

image

นอกจากนี้เราต้องเปิดการใช้งาน sideloading สำหรับ Teams apps ในส่วนของ Office 365 administration. ขั้นตอนการเปิดการใช้งานสามารถอ่านได้ที่: https://docs.microsoft.com/en-us/microsoftteams/admin-settings

ในบทความต่อไปผมจะแสดงให้เห็นวิธีการนำ SaaS อย่างเช่น K2 Smartform มาเป็นตัวอย่างในการใช้งานร่วมกับ MS Team โดย SmartForms นั้นเป็นส่วนหนึ่งของ K2 blackpearl (up to v4.7) และ K2 Five ทั้ง on-premises และ บน K2 Cloud. ซึ่งช่วยให้เราสร้างหน้าจอแสดงผล ข้อมูลและอัพเดทข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง โดยใช้เพียง browser ในการสร้างและออกแบบ Smartform ผ่าน K2 Designer

Feel free to get in touch on Twitter: www.twitter.com/panjkov if you have any questions, comments or need clarifications. Any feedback is more than welcome. (ขอไม่แปลประโยคนี้นะครับ เพราะถ้าจะติดต่อไปต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษ เป็นอย่างน้อย)

Translated with permission from  https://www.dragan-panjkov.com/adding-third-party-saas-as-a-tab-in-microsoft-teams

สำหรับตอนแรก ขอจบเท่านี้ก่อน ตอนหน้าเราจะมาทำส่วนที่จะนำ K2 Smartform มาใส่ไว้ใน MS Team กันครับครับ
สวัสดีครับ

การตรวจสอบวันหยุดจาก “Special & Exception Dates”

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีบทความ Trick & Tip มาฝากเพื่อนๆ อีกเช่นเคย บทความนี้ได้รับการแบ่งปันมาจาก “คุณกาย” แห่งห้อง K2 Technical Rock ครับ หากเพื่อน สนใจอยากส่งบทความเข้ามาบ้างสามารถแจ้งมาได้ที่ narapat@k2.com ได้เลยนะครับผม

สำหรับ การตรวจสอบวันหยุดจาก “Special & Exception Dates” จะทำได้ยากง่ายอย่างไรนั้นเชิญทัศนาได้ ณ บัดนาวว

Continue reading การตรวจสอบวันหยุดจาก “Special & Exception Dates”

[Authentication] – Using LDAP with K2

สวัสดีครับ ช่วงนี้ได้มีโอกาสทำอะไรใหม่ๆ อีกอย่างเลยเอามาเขียนเป็น blog ซะหน่อย นั่นคือ configure K2 ให้มองเห็น LDAP ที่ไม่ใช่ LDAP ของ AD แต่ถ้าเป็น LDAP ของ AD ก็น่าจะใช้ได้เหมือนกัน โดย step ที่ต้องทำมีตามด้านล่าง

  • Register Security label ของ LDAP
  • Configure Claim ใน SmartForms

 

เรามาเริ่มจาก Register Security label ของ LDAP ให้เปิด database K2 ที่ table HostServer.SecurityProvider

provider

ให้ copy GUID ของ ProviderClassName ที่เป็น SourceCode.Security.Providers.LdapProvider.Trusted.Ldap เอามาใส่ใน script ด้านล่าง ส่วนที่เป็นตัวแปร AuthSecurityProviderID

ส่วนอื่นที่ต้องเปลี่ยนจะมีหลายอันตาม highlight สีน้ำเงิน สามารถไปดูรายละเอียดได้จาก https://help.k2.com/onlinehelp/k2blackpearl/icg/4.7/default.htm#Configure/UM-LDAP-config.htm%3FTocPath%3DConfigure%7CUser%2520Managers%7C_____3 นะครับ

DECLARE @SecurityLabelName NVARCHAR(20) = ‘K2LDAP‘; –Update as needed
DECLARE @XmlConfig XML =
‘<AuthInit><LdapConnection LdapServer=”Server Name” LdapServerPort=”389” LdapSsl=”false” LdapAuthTypeConnect=”Basic” LdapAuthTypeAuthenticateUser=”Basic” LdapResolveAuthenticationUserToDistinguishedName=”true” LdapAutoBind=”false” LdapScope=”Subtree” LdapConnectIntegrated=”false” LdapConnectUserName=”uid=username,ou=People,dc=xxx,dc=xxx” LdapConnectUserPassword=”password” LdapTimeout=”0″ LdapProtocolVersion=”3″ LdapServerCertificatePath=”” /><LdapUserBaseObject>ou=People,dc=xxx,dc=xxx</LdapUserBaseObject><LdapUserSearchFormatString>(uid={0})</LdapUserSearchFormatString><LdapUserGroupSearchFormatString>(memberOf={0})</LdapUserGroupSearchFormatString><LdapUserAttributes><K2LdapMapping K2Name=”ID” LdapName=”uid” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”Name” LdapName=”uid” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”Email” LdapName=”mail” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”CommonName” LdapName=”cn” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”UserPrincipalName” LdapName=”uid” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”DisplayName” LdapName=”cn” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”Mobile” LdapName=”mobile” ObjectType=”System.String” /></LdapUserAttributes><LdapGroupBaseObject>ou=Group,dc=xxx,dc=xxx</LdapGroupBaseObject><LdapGroupSearchFormatString>(uid={0})</LdapGroupSearchFormatString><LdapGroupMemberSearchFormatString>(cn={0})</LdapGroupMemberSearchFormatString><LdapGroupAttributes><K2LdapMapping K2Name=”ID” LdapName=”cn” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”Name” LdapName=”cn” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”Email” LdapName=”mail” ObjectType=”System.String” /><K2LdapMapping K2Name=”Member” LdapName=”member” FullOnly=”true” SearchQuery=”(&amp;(objectCategory=Person)(objectCategory=User))” SearchResultProperty=”cn” ObjectType=”System.Collections.ArrayList” /></LdapGroupAttributes></AuthInit>’
DECLARE @SecurityLabelID UNIQUEIDENTIFIER = NEWID(); –Assigning new GUID
DECLARE @AuthSecurityProviderID UNIQUEIDENTIFIER = ‘EE554827-1C61-46EF-9146-293CE74E55C9‘;
DECLARE @AuthInit XML = @XmlConfig;
DECLARE @RoleSecurityProviderID UNIQUEIDENTIFIER = @AuthSecurityProviderID;
DECLARE @RoleInit XML = @XmlConfig;
DECLARE @DefaultLabel BIT = NULL; –1 = true, NULL and 0 = false

DELETE FROM [SecurityLabels] WHERE SecurityLabelName = @SecurityLabelName;
INSERT INTO [SecurityLabels] VALUES (@SecurityLabelID, @SecurityLabelName, @AuthSecurityProviderID, @AuthInit, @RoleSecurityProviderID, @RoleInit, @DefaultLabel)

จะมีบางอันที่อาจจะหาลำบากคือ ldapname กับ userbaseobject แนะนำให้ใช้พวก ldap browser เช่น http://www.ldapadministrator.com หรือ http://www.ldapadmin.org เพื่อหาข้อมูลที่ถูกต้องได้

ldap browser

เมื่อได้ script เรียบร้อย เราก็เอาไปรันใน database K2

LDAP Register

เสร็จแล้วให้ restart service K2 และเราก็พร้อมที่จะทำ step ถัดไป คือการ configure claim ให้เข้าไปที่ management site ของ K2 ไปที่ Authentication => Claims => Claims แล้วกด New

02

ใส่ข้อมูลตามด้านล่าง

03

กดปุ่ม OK แล้วไปทดสอบด้วยการ login ผ่าน form ได้เลย

Login

ถ้าใครไปลองแล้วติดอะไรก็สอบถามได้นะครับ ในส่วนของ blog นี้ ใช้ได้กับทั้ง K2 Five และ K2 blackpearl นะครับ ลองแล้วใช้งานได้ทั้ง 2 version ครับ ไว้เจอกันใหม่คราวหน้าครับ 🙂

10 เทคนิคที่ทำให้ List View ของคุณโหลดเร็ว!!

List View เป็นการแสดงข้อมูลแบบหลาย records (ใครเขียน coding จะคล้ายๆ Grid view ใน C#) ในที่นี้จะขอรวมเทคนิคในการทำให้การเปิด List View ของคุณนั้นเร็วขึ้นมาอย่างแน่นอน

1. เรียกใช้ rule ในการ List แบบ Asynchronous

เปลี่ยนการเรียก execution block จาก then เป็น asynchronous ช่วยให้เรียก rule ได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องรอจนทำงานเสร็จก่อนเรียก rule ถัดไป

execution block

ตอนแก้เสร็จก็ทดสอบก่อนนะ บางครั้งเราต้องรอข้อมูลก่อนหน้าให้โหลดเสร็จ แบบนี้ก็ต้องใช้ then ไปเนอะ

2. เปิด option ให้แสดงผลแบบ Paging

เปิด paging ใน list view แล้วจำกัดจำนวน item ที่จะเห็นในหน้าจอ จะช่วยลดปริมาณข้อมูลที่ต้องดึงมาแสดงผลที่หน้าจอได้

setting

ไม่ได้มีเลขเป๊ะ ๆ ว่าควรแสดงกี่รายการ แต่ส่วนใหญ่ที่ทำมักจะใช้ในช่วง 10 – 50 รายการต่อหน้าจอครับ

3. ลดการใช้งาน Association

ปกติจะใช้ร่วมกับ List Display ในกรณีที่เราเก็บ ID เป็น reference ไว้ แล้วต้องการไปดึงค่า Value ออกมาแสดงโดยอ้างอิงจาก ID

ถ้าเราอยากให้ performance ในการโหลด List View เร็วขึ้น สามารถทำได้โดยการทำการ join ในข้อมูลตั้งแต่ data source เองเช่น การเขียน Stored procedure หรือเขียน view ใน SQL ก็จะช่วยลดการทำงานในส่วนของ List Display และ association นี้ลงได้ (แต่ถ้าไม่ได้ช้ามาก ใช้ association ก็สะดวกดีครับ)

4. ลดจำนวน Column ที่แสดงใน List View

จำนวน column ที่แสดงน้อยลงจะทำให้ตอน bind เข้า List view สามารถแสดงผลได้รเ็วขึ้นไปอีก อ่อ..ต้องลบออกนะครับ ไม่ใช่แค่ซ่อนด้วย Visible = false

removeColumn

5. ลดจำนวน Properties ที่ส่งกลับมาจาก SmartObjects

โดยปกติถ้าเราสร้าง SmartObjects จากตารางบนฐานข้อมูล ใน SmartObjects จะมีจำนวน Properties เท่ากับจำนวนคอลัมน์ในตารางเลย ซึ่งเราสามารถไปลบ properties นี้ออก หรือเลือกให้ส่งกลับมาเฉพาะ properties ที่เราจะใช้ก็พอ

bind.png

หรือถ้ามีคนอื่นใช้ method นี้อยู่ด้วย ไปสร้าง method แยกไว้สำหรับหน้านี้โดยเฉพาะก็ยังได้ครับ

6. แสดงไฟล์ใน List View ด้วยลิงค์สำหรับดาวน์โหลด แทนที่จะแสดง file content

กรณีถ้าเราต้องโหลดไฟล์ขนาดใหญ่หรือไฟล์เล็ก ๆ จำนวนมากใน 1 หน้าจอก็ตาม การแสดงผลด้วย data type เป็น File จะโหลดไฟล์จริงขึ้นมาด้วย ถ้ายิ่งไฟล์มีขนาดใหญ่ ก็จะใช้ระยะเวลานานในการโหลดข้อมูล

fileListView.png

เราสามารถเปลี่ยนวิธีการเก็บไฟล์ไปอยู่บน shared network path หรือ Content Management System (CMS) เช่น SharePoint แทนได้ และแสดงผลเป็นลิ้งค์แทน เมื่อผู้ใช้งานต้องการเปิดไฟล์ ค่อยกดลิ้งค์ที่เราแสดงเพื่อไปโหลดไฟล์นั้นตรงจากที่ที่เราเก็บไฟล์ไว้ได้

7. ใช้ Input Properties ในการดึงข้อมูลแทนที่จะใช้ Filter

Filter นั้นมีความสามารถในการช่วยกรองข้อมูลที่จะแสดงใน List View ได้ด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการใช้ Filter นั้นทำให้การแสดงผลใน List View ช้าลง เพราะข้อมูลจะถูกดึงมาทั้งหมดก่อนจึงจะมากรองออกด้วย Filter เพื่อแสดงผลในหน้าจอ

filter.png

การใช้ Input properties นั้นหลังบ้านมันคือการใส่ Where casue ว่า Input properties = ‘Value’ นั่นเอง ทำให้สำหรับหลายกรณี เจอว่า Input Properties นั้นไม่เพียงพอ เพราะต้องการค้นหาด้วยเงื่อนไขอื่นเช่น Contains, Greater than บ้าง

วิธีปรับคือพยายามควรป้อนข้อมูลใน Input properties ได้มากที่สุดก่อนเพื่อลดปริมาณข้อมูลที่ต้องโหลดขึ้นมา แล้วจึงเลือกใช้ Filter ต่ออีกทีเพื่อใส่เงื่อนไขแบบซับซ้อนลงไป หรือถ้าพบยังไม่เพียงพอ ผมก็จะใช้ View หรือ stored procedure มาช่วยรองรับเงื่อนไขแบบซับซ้อนครับ

8. ตรวจสอบว่าไม่โหลดข้อมูลซ้ำ 2 รอบ

ในการสร้าง List View ต่อกับ SmartObjects จะมี option ที่หน้า general ตรงด้านล่างว่าจะให้ Call this method when the form loads เลยหรือไม่

ถ้าไปติ๊กเลือก option นี้ระบบจะไปสร้าง rule Get List ไว้ใน View Initilize และถ้าลากไปใช้ใน Form Method Get List นี้ก็จะถูกเรียกใน Form Initilizing ด้วย (นอกจากนี้ด้วยค่า default ไม่ได้ใส่ input properties เลยทำให้มันจะดึงข้อมูลขึ้นมาทั้งหมด!!)

ListViewsGet.png

เคสที่เคยเจอคือมีไปเลือก option นี้ใน View ทำให้มีการโหลดข้อมูลแบบทั้งหมดขึ้นมา และเพิ่ม rule ใน Form initilzing ต่อ โดยโหลดข้อมูลแบบใส่ input properties ทำให้ตอนทดสอบแสดงผลที่หน้าจอถูกนะ แต่กว่าจะเปิดขึ้นมาทีช้ามาก วิธีแก้คือไปเอา rule นี้ออกซะ หรือเพิ่มเงื่อนไขให้เช็คก่อนใน View Initilize

9. ปิดการใช้ SmartForm ListView Row Count

จากที่เคยเขียน Blog ว่าด้วยเรื่องการแสดง Paging ใน Listview และ แก้ปัญหา SmartObjects สร้างข้อมูลซ้ำ หลังบ้านมีการทำงานโดยไปเรียก List method ขึ้นมา 2 ครั้งเพืื่อหาจำนวน page และเพื่อแสดงรายการ ทำให้เวลาในการโหลดข้อมูลนานขึ้น การไปตั้งค่า SmartObject.RuntimeListViewRowCount = false ก็จะช่วยให้ List method ต่าง ๆ ทำงานได้เร็วขึ้น

10. Tuning data source

ข้อนึงที่มักจะมองข้ามกัน คือการตรวจสอบที่ data soruce ตั้งต้นด้วยครับ ว่าเรียกใช้งานตรงๆ (ด้วยค่า input เดียวกับที่เราเรียกใน List view) ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ ถ้าระยะเวลาในการโหลดนานย่อมส่งผลต่อการเรียกผ่าน List View ไปด้วย

ส่วนวิธีแก้ให้ทำการปรับแต่งตั้งแต่ที่ data source ด้วยครับ เช่นการใส่ index ใน view หรือ table, การแก้ logic ที่ web service หรือ stored procedure ให้ทำงานเร็วตั้งต้นทาง

สำหรับเทคนิคที่ได้แนะนำไปมีทั้งทำง่าย ๆ ปรับตามได้เลย จนไปถึงยากมีต้องใช้ effort ในการทำที่มากน้อยต่างกันไป ขอให้ลองเลือกใช้ให้เหมาะสมนะครับ ว่าจะเลือกปรับตามข้อไหนและความเร็วที่ได้จากการ tuning นั้นคุ้มค่ากับที่เราลงแรงทำไปหรือเปล่า

ย้อน version ของ K2 component ยังไงกันนะ?

Blog นี้เริ่มจากคำถามจากทางบ้านนะครับ ว่าในการพัฒนา K2 เห็นมีการเก็บ version ไว้ ทั้ง Workflow , SmartForm และ SmartObject

version.png

แต่ยังหาวิธีการย้อน version ไม่เจอว่าต้องทำยังไง ใน blog นี้เลยจะบอกวิิธีการของแต่ละส่วนครับ

1. Workflow

เริ่มด้วยการย้อน version ของ workflow ก่อนนะครับ เพราะเป็นส่วนที่ทำได้ง่ายที่สุดแล้ว เราสามารถเข้าไปดู version ของ workflow ได้ผ่านทาง K2 Workspace หรือ K2 Management (สำหรับ version 4.7 ขึ้นไป)

สำหรับ K2 Workspace ไปที่เมนู [Server name] -> Workflow Server -> Processes -> [Process Name] -> Versions

processVersion.png

สำหรับ K2 Management ไปที่ Workflow Server -> [Workflow name] แล้วกดที่ tab Versions

processVersion47

โดยในทั้งสองไซต์ เราสามารถเลือกย้อน version ในการทำงานของ workflow ได้โดยเลือกกดที่ Set as default (มีผลเฉพาะกับ workflow ที่ยังไม่ start มานะครับ) และสามารถเลือก Download workflow version นั้น มาแก้ไขได้อีกด้วย

2. SmartForm

การย้อน version ของ smartform สามารถทำได้โดยใช้ stored procedure ที่ชื่อ Form.mRevertToVersion โดยสามารถย้อนได้ทั้ง View และ Form

สามารถตามไปอ่านวิธีการ step by step ได้ที่ -> How to roll back to a deleted or previous version of a View or a Form

3. SmartObjects

SmartObject นั้นเก็บโครงสร้างอยู่ที่ database ของ K2 แยกตาม version ที่ deploy ไป ดังนั้นการย้อน version SmartObject นั้นต้องทำตรงที่ database เลย โดยไม่ได้มี stored procedure ช่วย เหมือนการย้อน SmartForm

วิธีการทำก็คือ ต้องใช้ SQL Command ในการ update โดยนำ XML ใน SmartObjectXML ของ version ที่ต้องการย้อนกลับไป นำมาอัพเดทให้ version ล่าสุดนั่นเอง

smoVersion.png

ย้อน version SmartForm กับ SmartObject เป็นการทำงานตรงกับ database ของ K2 ซึ่งอาจมีโอกาสเกิดความผิดพลาดกับ database แนะนำว่าไม่ควรทำบนเครื่อง Production และให้ backup database K2 ทั้งก้อน ก่อนจะเริ่มทำนะครับ