ว่าด้วยเรื่องการแสดง Paging ใน Listview

วันนี้มาว่ากันด้วยเรื่อง paging ใน listview นะครับ โดยปกติในหน้าจอ View Settings ของ listview เราสามารถใส่ paging ได้ (ใครหาไม่เจอ เข้าหน้า design listview แล้วหารูปเฟืองนะครับ) ตามรูปด้านล่างผมใส่ให้แสดง 10 รายการต่อ 1 หน้า

setting

ตอนที่ใช้งานมีข้อสังเกตว่า ด้านล่างของ list view มีเลขบอกนะ ว่าเปิดอยู่หน้าไหนอยู่ แต่ไม่ได้แสดงหน้าทั้งหมดที่มี และไม่สามารถกระโดดข้ามไปหน้าสุดท้ายได้เลย

listview

กลไกการทำงานส่วนนี้ ทำเพื่อเพิ่มความเร็วในการโหลดหน้าจอครับ ซึ่งถ้าเราใส่ไว้ว่าให้โหลดหน้าละ 10 รายการ ตอนดึงข้อมูลมาจากฐานข้อมูล ก็จะดึงแค่ 10 รายการ แต่กรณีที่เราต้องการให้แสดงจำนวนหน้าทั้งหมดจริงๆ เราสามารถไปปรับ setting ได้ โดยไปแก้ไขที่ไฟล์ C:\Program Files (x86)\K2 blackpearl\K2 smartforms Runtime\web.config (อย่าลืม backup ไฟล์ทุกครั้งก่อนแก้ไขนะครับ)

<add key=”SmartObject.RuntimeListViewRowCount” value=”false” />

แก้เป็น

<add key=”SmartObject.RuntimeListViewRowCount” value=”true” />

Save ไฟล์ และทดสอบผล แสดงจำนวน page ทั้งหมด แล้ว 🙂

listview2

แต่เดี๋ยวก่อน!! ทดสอบแล้วอย่าเพิ่งรีบเอาไปใช้จริงนะครับ ขอให้อ่าน note ตามนี้ก่อนใช้งานครับ

  1. เวลาที่ใช้ในการโหลดหน้าจอจะเพิ่มขึ้น อย่างที่บอกไปตอนต้นว่ากลไกนี้มีเพื่อเพิ่มความเร็วในการโหลด ผมลองจับเวลาในการโหลด list view 2 ชุดข้อมูล
    • Listview แสดง 2 column จำนวน 20,000 กว่ารายการ พบว่าใช้เวลาเฉลี่ยในการเปิดหน้าจอเปิดขึ้นจาก 1.59 วินาทีเป็น 1.76 วินาที (เพิ่มราว ๆ 10%)
    • Listview แสดง 4 column จำนวน 100,000 กว่ารายการ พบว่าใช้เวลาเฉลี่ยในการเปิดหน้าจอเปิดขึ้นจาก 4.58 วินาทีเป็น 6.02 วินาที (เพิ่มราว ๆ 30%)
  2. Setting ตัวนี้เป็น setting กลาง แปลว่าถ้าแก้ไปแล้วจะมีผลกับทุก ๆ หน้าจอครับ (list view, รวมไปถึง picker control ด้วย)

สรุป ถ้าใช้งานกับลูกค้าจริง ผมแนะนำให้เปิดหน้าจอที่ข้อมูลเยอะที่สุด แล้วให้ลูกค้าทดลองใช้งานครับ ว่าเวลาโหลดหน้าจอที่เพิ่มขึ้น มันคุ้มค่ากับการแสดงผล paging แบบนี้หรือไม่

Test with K2 4.6.11

[K2 SmartForms] – Performance Improvement

สวัสดีครับ พอดีช่วงนี้มีโอกาสไปทำ performance improvement ให้ลูกค้าที่หนึ่ง เลยถือโอกาสมาเล่าส่วนที่น่าสนใจให้ฟังกัน ก่อนจะอ่านบทความนี้ ควรจะอ่าน link ตามด้านล่างนี้ก่อน

หลังจากอ่านตาม link ด้านบนแล้ว เราก็จะทราบว่า ถ้าเป็นการ load data ตอนเปิด form ทั่วๆ ไป ควรจะใช้เป็น asynchronous ทั้งหมด ยกเว้นในกรณีต้องการใช้ข้อมูลที่เรา load มาก่อนหน้านี้ทำงาน ถึงจะต้องไปใช้ sequential ที่เป็น then แทน

ส่วนที่น่าสนใจคือ ใน version หลังๆ ของ K2 event ตอน load form จะมี Initializing และ Initialized โดย Initializing จะทำงานตอนเปิด form ส่วน Initialized จะทำงานหลัง Initializing อีกที จากบทความ http://www.datalytyx.com/how-to-improve-k2-smartforms-performance/ แนะนำว่า ถ้ามีการ load data ต่างๆ เช่น ดึงข้อมูลเข้า dropdownlist ให้ไปทำที่ Initialized ส่วน Initializing ใช้สำหรับ set property ต่างๆ และ action ใน Initializing ควรจะทำเป็น asynchronous ทั้งหมด

 

ส่วนถัดมาที่เราสามารถทำได้คือ layer ที่เป็น IIS แล้ว ซึ่งที่เคยลองจะมีตามด้านล่าง

  • ตอน set up K2 ถ้าตาม default เราจะไม่ค่อยแยก application pool ของ designer site กับ runtime site ออกจากกัน ให้ลองแยกออกมาดู เพราะเราจะปรับ Maximum Worker Process เพิ่มขึ้น (ค่า default เป็น 1) โดยจะปรับเป็นเท่าไหร่นั้น ต้องดู resource ของเครื่องด้วย เพราะการปรับส่วนนี้จะทำให้กิน memory เพิ่มขึ้น

Maximum Worker Processes

  • ปิด IIS Logging ของ runtime site เพื่อลดเวลาในการทำงานของ IIS

 

เท่าที่ลองดู การ tuning ในส่วนของ rule ของ K2 จะเห็นผลเยอะกว่าที่ tune ในส่วน IIS ดังนั้นควรจะ focus ในการ improve performance ของส่วน rule ใน K2 ก่อน ซึ่งใน blog นี้จะไม่ได้พูดถึงมาก เพราะสามารถหาอ่านได้ใน link ที่แจ้งไปตอนต้นครับ แต่อย่างไรก็ดีต้องไม่ลืมว่า การออกแบบหน้าจอ และ behavior ในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญในการที่ form จะมี performance ที่ดีหรือไม่ดีครับ แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้านะครับ